Nattasak 的个人资料14Faults照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
7月22日 FIELD TRIP สถ.5ก้าวเขาสู้ชีวิตของ สถ.5 ได้ไม่กี่สัปดาห์ ก็ได้ไปทริปเเถบภาคเหนือ.....
ได้ไปเที่ยวเเล้วว้อย ดีใจๆ ความคิดเเรกเป็นยังงี้ โดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันจะเหนื่อยได้ใจขนาดนี้
พวกเราออกเดินทางในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎา จากคณะ ด้วยรถคณะ ซึ่งมีพี่เเป๊ะเป็นคนขับ พวกเราเเต่ละคนสนุกสนาน ร่าเริง ดีใจที่ได้ออกเที่ยวเป็นหมู่คณะใหญ่ขนาดนี้ กีต้าร์ 1 ตัว ดีดมันเข้าไป ร้องเพลงตลอดทาง โดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนเเล้ว พี่เเป๊ะก็ขับรถไปเรื่อยๆ จนในที่สุด เราก็ได้มาถึงสถานที่เเรกกัน นั่นคือ บ้านเขาเเก้ว จังหวัดสระบุรี ของอาจารย์ทรงชัย พวกเราเดินเข้าไปก็พบกับลานกว้าง(ใหญ่ชะมัด) นั่งเลคเชอร์อาจารย์จิ๋วอยู่สักพัก(ซึ่งเหมือนกับรายการเจาะประเด็นอะไรซักอย่าง หรือเรารู้สึกไปเองไม่รู้) ก็ได้เดินวนรอบๆตัวบ้าน ....ใหญ่จริงๆ ทำไมมันใหญ่ขนาดนี้เนี่ย มีบ่อนำด้วย ทุกอย่างดูลงตัวดี ภูมิปัญญาคนไทยนี่ไม่ธรรมดานะเนี่ย เดินถ่ายๆๆๆๆ ถ่ายรูปมันเข้าไป จนพักรับประทานอาหารที่หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน บรรยากาศดี อาหารใช้ได้ ที่สำคัญ ที่ตรงริมนำที่ได้นั่งกินข้าวนี่ มันช่างชิวเสียนี่กระไร พอกินข้าวอิ่มปุ๊บก็ได้ชมการเเสดงจากน้องๆ น้องๆอายุยังน้อยๆอยู่เลย เเต่ก็เเสดงการร่ายรำได้เก่ง น่าชื่นชมจริงๆ จบเเล้วเราก็เดินทางขึ้นรถต่อ เดินทางไปที่ต่อไป ตื่นเต้นๆว่าจะได้ไปที่ไหนต่อ เเล้วเราก็มาลงจอดที่โบราณสถานวัดพระนอน ซึ่งมีศิลาเเลง เเละ รั้วโดยรอบเป็นเเนว มีเเลนด์สเคปที่สวยงาม ตะลุยถ่ายๆๆๆ ถ่ายรูปต่อไป ถ่ายเสร็จบริเวณใกล้เคียงมีงานเวียนเทียน ผู้คนที่ศรัทธามาร่วมพิธีพอประมาณ เดินรอบๆไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปองค์พระขนาดใหญ่(จริงๆ) เสร็จก็มืดเเล้ว ขึ้นรถไปถึงที่พักที่ลำปาง โอยยย... เหนื่อยจริง(ผมบ่นในใจ) เข้าห้อง วางของ ก็ไปหาข้าวทาน เเล้วก็หลับเลย หลับเป็นตาย การเดินทางไกลนี่มันลดพลังงานได้ดีจริงๆ...
วันที่สอง วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎา ตื่นเช้ามางัวเงียนิดหน่อย จัดการทำความสะอาดร่างกาย เเล้วออกไปกินข้าวเช้าที่ข้างๆโรงเเรม ร้านข้าวซอย เห็นอาจารย์บอกกันว่า อร่อยนัก จัดไป ข้าวซอยเนื้อ 1 ที่ นั่งกิน...ทำไมมันเค็มอย่างเดียว ลองใส่พริกดู เผ็ด!! ลืมไปว่ากินเผ็ดไม่ค่อยได้ ทานเสร็จก็ขึ้นรถเตรียมเดินทาง สถานที่ต่อไปคือ วัดเสลารัตนปัพพตาราม ซึ่งเป็นวัดที่มีศิลปะเเบบล้านนา มีลานทรายขนาดใหญ่(อีกเเล้ว) เเต่บรรยากาศในวันนี้มันชื้นไปหน่อย(จริงๆมันมากเกินไป)เนื่องจากฝนตก ถ่ายรูปไป ก็กลัวว่าจะเป็นหวัดไป เเต่ก็ทำให้ได้เห็นมุมมองอีกเเบบของสถาปัตยกรรม ในรูปเเบบเก่าๆเเละอากาศชื้นๆ? ต่อกันที่ วัดพระธาตุลำปางหลวง พอลงรถปุ๊บ เจอทันที ทีเด็ดลำปาง รถม้าๆๆๆ เเต่ไม่ได้นั่ง.....ฝนยังคงตกอยู่ เริ่มเดินตามอาจารย์ขึ้นไปบนวัดซึ่งสูงมาก พื้นบันไดเปียกๆ เเละความสูงของมันเเล้ว สำหรับผมที่กลัวความสูงที่สุดในโลกนั้น ช่างทำให้รู้สึกหวาดกลัวว่าจะหกล้มหัวทิ่มเป็นอย่างมาก เเต่ก็ขึ้นมาถึงข้างบนจนได้ ซุ้มประตูวัด สวยงาม เเละ พอเดินเข้าไปก็พบว่า ที่วัดเเห่งนี้ยังอยู่ในช่วงบูรณะอยู่ วัดนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร ก็ถ่ายมันต่อไป จนไปถึงอีกวัดหนึ่ง วัดโปงยางคก ซึ่งเป็นวัดขนาดไม่ใหญ่เท่าไรนัก ที่เด็ดกว่าคือเเบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป ซึ่งดูเหมือนจะชาร์ตเต็มเเล้ว กลับหมดสนิท สิ้นสมรรถภาพในวัดนี้ อย่างหามิได้....เเละก็ได้เดินทางไปอีกหลายที่ พอช่วงหลังๆจะเป็นเเวะถ่ายรูปบ้าน ซึ่งอ.จิ๋ว เเกถูกใจบ้านไหน บ้านหลังนั้นจะถูกบุกรุกทันที(ผมรู้สึกยังงั้น)ด้วยกำลังนักศึกษามหาศาลที่เข้าล้อมบ้านในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที....น่ากลัว ซึ่งคนต่างจังหวัดใจดีมาก ให้ถ่ายรูปง่ายๆ พูดจริงๆถ้าเป็นบ้านผมโดนยังงี้ ผมคงตกใจเเละหงุดหงิดน่าดู จบวันที่สอง เหนื่อยยยยยยยยย.....เปียกกกกกก.....เริ่มหายามากิน เเละ หลับเป็นตายหนักกว่าวันเเรก
วันที่สาม วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม กินข้าวร้านเดิม ข้าวซอยเค็มเหมือนเดิม.....ตระเวณถ่ายรูปบ้านต่อ...ฝนยังคงไม่หยุดตก มันตกทั้งวันจริงๆ ให้ตายเถอะโรบิ้น(โรบิ้น มันเป็นใคร!?) มีพระพาเดินทัวร์หมู่บ้าน ซึ่งมีบ้านโบราณเพียบ!! ไปหลายบ้านมาก ถ่ายๆๆๆๆมันเข้าไป(อีกเเล้ว) พอเริ่มเย็นก็ไปที่วัดข่วงกอม ความรู้สึกเเรก...รู้สึกมันเท่ห์ดีเเฮะ มันไม่เหมือนวัดทั่วๆไป ยังไงไม่รู้ เเค่การจัดเรียงกำเเพงก็เเนวเเล้ว เดินลุย ลงนากว่าจะไปถึงที่ๆอาจารย์ว่าสวยๆได้ โคลนตมมากมาย มีคนลื่นบ้างรึเปล่าผมไม่รู้ รู้เเค่ถ้าตัวเองลื่นนี่ งานเข้าเเน่ ข้ามสะพานไป ง่อนๆเเง่นๆ จะพังเเหล่มิพังเเหล่ โอ้ ชีวิตมันช่างเร้าใจเหลือเกิน มีเรื่องให้เสียวไส้ได้ตลอด พอดึกเข้านี่เเหละ วัดข่วงกอมเริ่มเปิดไฟ สวยงามมม!! สดชื่นนนน!! (เเบบอาจารย์ตี๋) เเต่มันก็สวยจริงๆ มันเหมือนการประยุกต์หลายๆอย่างเข้าด้วยกัน ถ้าให้ผมพูด คือผมรู้สึกว่า สามวันที่ผ่านมา ที่นี่ได้ใจผมที่สุดเเล้ว อาจเพราะผมไม่ชอบอะไรที่เก่าๆนัก..ก็เป็นได้ เเต่วัดนี้มีอะไรที่ต่างออกไป สรุปคือ ชอบ กลับมาที่พักเหมือนเดิม ชำระล้างร่างกาย เเล้วสลบไปในทันใด....จบวันที่สามเเบบเบลอๆ
วันที่สี่ วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม วันนี้รู้สึกเเย่ๆ ผิดใจกับเพื่อนนิดหน่อย(พวกมันคิดว่านิดหน่อย) เดินถ่ายรูปคนเดียว(ซึ่งชินเเล้ว) ไปเรื่อยๆที่วัดพระเเก้วดอนเต้าสุชาดาราม วัดใหญ่มาก ที่สำคัญสวยดี เเต่ผมกลับรู้สึกเเปลกๆ ว่าทำไมมันไม่ร่มรื่นเท่าที่ควร ดูเเล้ววัดนี้มีความใหม่อยู่ ถ่ายไปถ่ายมา ลองเข้าไปเสี่ยงเซียมซีเล่นๆบ้าง มันทำนายว่าจะดีทุกอย่าง...จริงรึเปล่าไม่รู้ รอดูต่อไป เดินทางไปเรื่อย ถึงวัดปงสนุก ที่นี่ เหล่าผู้เคยขาดวิชาโปรเฟส 2 ครั้ง ก็ได้รับงานอันหนักหน่วง พกกลับบ้านไปอย่างสบายใจ!? ถึงเที่ยงไปวัดศรีรองเมือง หาข้าวกินก่อน หาร้านข้าวไม่เจอซะด้วย ซื้อกินมันตรงเซเว่นเเทน เเล้วก็เดินกลับมานั่งกินคนเดียวเเถวๆหน้าวัด ก็มีคุณลุงคนนึงเข้ามาคุยด้วย เอานําเย็นๆมาให้กิน ก็รู้สึกดีที่เค้าใจดีกับเรา เเต่เเกตัดผมได้เเนวมาก ตัดทรงบีทเทิลส์ซะด้วย...ทำให้ผมงงๆเกี่ยวกับสไตล์ของเเก คุยด้วยซักพักก็เดินเข้ามาถ่ายรูปในวัด ที่กำเเพงด้านล่าง มีร่องรอยผุกร่อนของอาคารอยู่เยอะพอสมควรเป็นรอยใหญ่ๆ ถ่ายรูปเก็บไว้เรื่อยๆ เจดง เจดีย์ หลังคา สเปซ ทั้งหลายเเหล่ เสร็จก็ไปถ่ายบ้านคนต่อ หลายๆคนในรถเริ่มงอเเง ไม่อยากลงจากรถเนื่องจากเหนื่อยเเละฝน ที่ตกเเบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด(ผมก็เป็นคนนึงที่เเอบไม่อยากลง) เสร็จเเล้วอาจารย์จิ๋วก็พาไปกินอาหารพื้นเมือง รสชาติเฉยๆ.....อาจเพราะผมเคยชินกับอาหารกลาง เเละ ใต้ มากกว่า จึงไม่ค่อยถูกใจอาหารชาวเหนือซักเท่าไหร่ ได้ลองกินกบทอดรั้งเเรกในชีวิตเนื่องจากเพื่อนสั่ง ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ กินเสร็จก็ขึ้นรถ เพื่อนๆเริ่มไอค่อกๆเเค่กๆ ทำให้เริ่มหวาดๆว่าในอาหารที่กินไป มีอะไรไม่ดีใส่อยู่ หรือ มีไข้หวัด2009 เเถมมาด้วยรึเปล่า...เเต่สุดท้าย ก็ไม่เป็นไร โชคดีไป ถึงที่พักที่สนามกีฬา ที่จังหวัดเชียงใหม่....ห้องจะใหญ่ไปไหน นอนอัดกัได้เยอะมาก ในคืนนั้นมีเพื่อนบางคนออกมาเเก้ผ้าวิ่งที่สนามกะสร้างตำนาน...ตื่นเช้ามาเป็นหวัด เซ่อจริงๆ
วันที่ห้า วันพุธที่ 8 กรกฎาคม ไปพระวิหารหอคำหลวง เเละ ไปดูโรงเเรม ยูเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเเรมที่นำสถาปัตยกรรมไทยมาประยุกต์ใช้ในการออกเเบบ ดูเข้าท่า เเละ สวยงามดี ตามด้วยวัดทุ่งอ้อ เเละ วัดอินทราวาส(ต้นเกว๋น) วัดนี้นี่ประเด็นเลย งานเข้าจนได้ สำหรับคนขาดโปรเฟส1ครั้ง เเต่เป็นวัดที่สวยงามดีเรื่องการก่อสร้าง เเละ การจัดเเลนด์สเคปรอบๆ มีลานทรายขนาดใหญ่ รอบบริเวณวัด ถ่ายรูป เก็บรายละเอียด เนื่องจากต้องนำไปใช้ในการตัดโมเดลวิชาโปรเฟส ขอบคุณพี่ปริญญาโทที่พกตลับเมตรมาให้พวกผมยืม เย็นๆ จริงๆก็ดึกเเล้ว อาจารย์พาไปเเวะไนท์บาซ่า(วู้เย้) ได้ความรู้สึกเดินเที่ยวจริงๆซักที หาข้าวกิน อาหารเเพงมาก ถึงมากที่สุด เข็ดเลย จากนั้นก็เดินเที่ยวซื้อของฝากน้องๆรหัสทั้งหลาย ครอบครัว พ่อ เเม่ น้องสาว เเละที่รัก(ฮ่าๆ) หมดเงินไปพอประมาณ พอตัวเริ่มเบา(เนื่องจากเงินหายไปจากกระเป๋าตังค์) ก็ได้กลับที่พัก นอนอัดมันเข้าไปเกือบ 20 คน ดีอย่างที่ผมเป็นคนที่บทจะนอนคือนอน ประสาทรับรู้ทุกอย่างจะถูกชัทดาวน์หมด เสียงเอะอะอื้ออิงทั้งหลายในห้องจึงไม่สามารถมารบกวนผมได้ จบไปอีกในวัน...วันนี้รู้สึกสนุกดี
วันที่หก วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ได้ไปกินข้าวที่ ม.เชียงใหม่ น่าเเปลกใจจริงๆ รู้สึกวันนี้เพื่อนๆทำตัวหล่อ ออกนอกหน้าผิดปกติ(เเต่ผมก็พอเดาใจพวกมันได้) ไปถึงมหาลัยเค้าก็สวยดี อาหารราคาไม่เเพง อร่อย เเละที่สำคัญสุดๆ ขาวมาก(สาวๆ) ก็ตื่นเต้นกันไปตามระเบียบพวกห่างไกลความสวยงาม ทานข้าวเสร็จ อิ่มหนำทั้งหนังท้อง เเละ อิ่มอกอิ่มใจกับความขาว เเล้วก็ไปต่อกันที่ ศูนย์วัฒนธรรม เรือนไทลื้อ นั่งฟังเลคเชอร์ไปพลาง ถ่ายรูปไปพลาง เพื่อนก็เหยียบพื้นบ้านหักซะงั้น อันตรายจริงๆความเก่าของที่เเห่งนี้ เเต่เป็นที่ๆมีบริเวณมาก เเละ มีอาคารหลายหลังที่สวยๆ ก็เดินไปเดินมาถ่ายรูปต่อไปเรื่อยๆ หมาที่บ้านน่ารักดี ได้มาที่นี่ทำให้รู้สึกซึมซับสถาปัตยกรรมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยมากขึ้น(ถึงเวลานี้ ผมเริ่มเอียนวัดเเล้ว) ถ่ายเสร็จก็นั่งรถต่อที่หมู่บ้านหาดผาคัน อยู่ที่นี่ ถ่ายรูปทั้งวัน พวกบ้านเรือนต่างๆที่เก่าเเก่มีเยอะ เมมกล้องก็ใช้เยอะ ถ่ายไปจนเเบตหมด เมมเกือบเต็ม ก็ได้กลับที่พัก โชคดีที่เพื่อนเอาโน้ตบุ๊คมา เลยฝากไฟล์รูปไว้ได้ วันนี้ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่นัก เพราะเหมือนได้เจออะไรใหม่ๆบ้าง ได้ถ่ายรูปสถานที่อื่นๆมั่ง(ที่ไม่ใช่วัด) ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นกลับมาอีกครั้ง
วันที่เจ็ด วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ไปที่สนามบินสุโขทัยที่เป็นสนามบินที่ได้รับรางวัลบ่อยมาก สวยจริงๆสมคำโว การออกเเบบที่เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อมเเละการผสมผสานเสน่ห์ของความเก่า เเละ ความโมเดิร์นเข้าด้วยกันอย่าลงตัว ทำให้สามารถสะกดใจ เเละ ต่อมรับรู้เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม ได้เป็นอย่างดี พี่ผู้ดูเเลได้พาพวกเราขึ้นรถพาทัวร์สนามบิน ยิ่งทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจ กับความกว้างใหญ่ไพศาลของบริเวณโยรอบขึ้นไปอีก มีกระทั่งสัตว์ป่าให้ชม นี่เเน่ใจเเล้วนะว่าเป็นสนามบิน(ผมคิดในใจ) ขึ้นรถถ่ายรูปไปเรื่อยๆก็สะดุดกับการจัดต้นไม้บริเวณสนามบินซึ่งพี่เขาบอกว่าจัดเป็นรูปเเบบให้เหมือนกับลายผ้า ซึ่งมีสีสันที่สวยงามมาก ติดตรงที่วันนั้นเเดดร้อนเปรี้ยงไปหน่อย พอเที่ยงก็มาไปกินข้าวที่ร้านอาหารในโซนสนามบิน ทำนานมาก รอเเล้วรออีก บะหมี่เเค่1ชาม ทำไมทำนานจัง เสร็จก็เดินทางไปอีกที่ ที่ศูนย์ศึกษา เเละ อนุรักษ์ตาสังคโลก ซึ่งมีการออกเเบบเหมือนจัดโดยนักออกเเบบเเลนด์สเคป คือกำหนดจังหวะ เเละ มุมมองบรรยากาศการเข้าถึงไว้ทั้งหมด ก็ถ่ายรูปไปเรื่อย ตักตวงความรู้ทั้งหลายเเหล่(เป็นบางครั้ง) ไปต่อที่ศูนย์บริการข้อมูลซึ่งที่นี่ก็ได้ความรู้มากมายเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโบราณสถาน เเละ ต่อด้วยวัดทุ่งศรี วัดเจดีย์เจ็ดเเถว เเละ วัดช้างล้อม มาถึงนาทีนี้เริ่มรู้สึกเหนื่อยมากเเล้ว ความทรงจำเริ่มขาดๆหายๆ พอกลับถึงที่พักเท่านั้น ทานข้าว จัดการกับตัวเองให้สะอาดเสร็จก็สลบไปในทันที จบไปอีกหนึ่งวันที่เริ่มหนักขึ้นอีกครั้ง
วันที่เเปด วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม เนื่องจากการบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่ง ถ่ายรูปในทุกที่ๆ ในหลายๆวันที่ผ่านมา โดนทั้งฝนอันหนาวยะเยือก เเละ เเดดพิฆาตอันร้อนเเรง ทำให้สภาพร่างกายเริ่มโอเวอร์ฮีท มีอาการปวดหัวพอเป็นกระสัย เเละ มึนๆกับสภาพเเวดล้อม จึงจำข้อมูลไม่ค่อยได้มากเท่าไรนัก ช่างเป็นวันที่ทรมานจริงๆ ที่พอจำได้คือได้ไปที่ไหนมั่ง เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง วัดกุฎีราย วัดมหาธาตุ วัดศรีสวาย วัดพระพายหลวง เเละ วัดศรีชุม เหมือนกับโปรเเกรมการเดินทางเริ่มวนกลับมาที่วัดอีกครั้งหนึ่ง ผมเดินเบลอๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ฟังอาจารย์พูดอธิบายก็ไม่ค่อยเข้าหัว(มึน) เเต่ที่รู้สึกได้คือ วัดเหล่านี้นั้น ก็มีศิลปะ มีรูปเเบบทางสถาปัตยกรรมที่เเตกต่างกันออกไป เเม้การจัดเเลนด์สเคปจะดูคล้ายคลึงกัน เเต่เเต่ละเเห่งก็เเสดงความสวยงามของตนเองออกมา.....ผมคิดว่าสำหรับนักออกเเบบเเล้ว คงจะมองงานเหล่านี้ เป็นความงดงามทางสถาปัตยกรรม เเต่สำหรับผม ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา ผมรู้สึกว่าสิ่งที่งดงามที่วัดเหล่านี้เเสดงออกมานั้น มันคือความงดงามที่เกิดจากความศรัทธา ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ เเละ เป็นเเรงบันดาลใจในการก่อสร้างวัดเหล่านี้มากกว่า เดินไป ถ่ายรูปไปทั้งวัน ก็จบวัน กลับที่พักหาข้าวกิน เเล้วก็นอนหลับ อาการจะไข้ไม่ไข้ เริ่มเพลาๆขึ้น หัวที่ปวดเริ่มปวดน้อยลง เเต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือ ความรู้สึกเหนื่อย
วันที่เก้า วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม วันสุดท้ายเเห่งการเดินทางของวัยรุ่น สถ.5 ผมตื่นเข้ามาด้วยอาการกระปี้กระเป่า เพราะไข้ที่ดูเหมือนจะขึ้นได้หายสนิทเเล้ว จัดการเเต่งตัวเเล้วรีบลงไปกินข้าวที่ร้านตรงข้ามโรงเเรมซึ่งขายก๋วยจั๊บ เสร็จเเล้วก้ขนของขึ้นรถเตรียมออกเดินทาง เอ้า เล็ทส์โกๆ พี่เเป๊ะก็บึ่งเลย ที่เเรก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ....คนเยอะมาก รู้สึกถึงพลังศรัทธาอย่างท่วมท้นหลั่งไหลออกมาเป็นออร่าสีทองจากตัวอุโบสถ(เว่อครับ เว่อ) ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ทำบุญไป 20 ได้พระมา 1 องค์ เดินถ่ายรูปรอบๆ เหมือนพลังงานที่หายๆไปใน 2-3 วันที่ผ่านมาจะกลับมาอีกรอบ อาจะเพราะสภาพร่างกายดีขึ้น ถ่ายรูปเสร็จก็ออกไปรวมกับเพื่อนๆที่ข้างนอกวัดซึ่งมีของขาย ก็หาอะไรกินนิดๆหน่อยๆ จนอาจารย์เรียกให้ไปอีกวัดหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันนัก คือ วัดราชบูรณะ ก็ถ่ายๆ เข้าไปฟังอาจารย์เลคเชอร์ในโบสถ์ เเล้วออกมาก็พบกับ ระฆัง(หรือฆ้อง) ผมเรียกไม่ถูก เเต่มันมีขนาดใหญ่มาก ที่เเปลกคือ เเค่ลูบๆๆๆ มันเท่านั้นมันก็จะส่งเสียงกังวาลออกมาเหมือนดั่งเสียงเบสชั้นดีที่ออกมาจากชุดโฮมเธียเตอร์ระดับสูง(ว่าเข้านั่น) ก็สร้างความมหัศจรรย์ใจได้ไม่น้อย เนื่องจากผมเป็นบุคคลที่มีความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์ระดับศูนย์เเล้ว(ไม่ใช่สูง) ยิ่งทำให้ฉงนกับระบบการกระจายเสียงของมันเข้าไปอีก ข้างๆก็มีที่ให้ทำบุญอะไรซักอย่าง จำไม่ได้ เเต่ที่จำได้คือต้องเดินขึ้น เดินลงต้นไม้เก้ารอบ ถึงจะทำเสร็จ พอเสร็จก็ไปหาอะไรกินที่วัดเดิม เย็นตาโฟเส้นใหญ่อร่อยดี จากนั้นก็ไปซื้อของฝากอีกนิดหน่อย วันนี้อากาศก็ยังคงร้อนอบอ้าวอีกเช่นเคย ทำให้เดินได้ไม่นานก็รู้สึกเหนียวๆครั่นเนื้อครั่นตัว มีเพื่อนบางคนซื้อคมเเฝก(เเบบในละครไทยเรื่องหนึ่ง) กลับบ้านไปด้วยสีหน้าดีอกดีใจ ซึ่งราคามันเเพงพอตัว(100 บาท) ซื้อของกันเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวกลับ ผมขึ้นไปนั่งบนรถรอคนมาครบ ระหว่างรอก็หยิบกีต้าร์มานั่งดีดเล่น นิดหน่อย รู้สึกโล่งๆ ใจนึงก็อยากเที่ยวต่อ อีกใจก็อยากกลับ สุดท้ายเมื่อคนมาครบก็เริ่มเดินทางกลับกัน ทุกคนเหมือนยังมีพลังเหลือเฟือกันอยู่ ก็นั่งร้องเพลง ดีดกีต้าร์ เล่นกันตลอดทาง จนถึงคณะโดยสวัสดิภาพ
เหนื่อย....เเต่ไม่ใช่ว่าจะไม่สนุก จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้มาทำอะไรเเบบนี้กับเพื่อนฝูง เเละ เหล่าอาจารย์ เป็นหมู่คณะที่ใหญ่ขนาดนี้ ผมคิดในใจตอนเดินทางกลับ หยิบกล้องขึ้นมาดูรูปที่ถ่ายๆไว้ ยอดรวมก็ปาเข้าไป 2000 กว่ารูปเเล้ว ไม่น่าเชื่อ ...เกิดมาผมไม่เคยถ่ายรูปเยอะขนาดนี้จริงๆ เเต่ก็ดีนะ ถ้าให้พูดตรงๆคือ ผมเป็นคนที่ไม่เคยรู้สึกอะไรกับสถาปัตยกรรมไทยเลย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ หรือว่าอะไร เเต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรกับมันเป็นพิเศษ เเต่จากการมาทริปครั้งนี้ เเม้เรื่องที่อาจารย์เลคเชอร์ ผมอาจจะฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เเต่ที่เเน่ๆ การได้ลงไปสัมผัสกับมันเอง สำหรับผมเเล้ว มันคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด การเรียนรู้ด้วยตนเอง ผมว่าคนอื่นๆ คงมีอีกหลายคนที่ไม่ต่างกับผมนัก คือเป็นพวกที่ไม่ค่อยสนใจจะรับฟัง หรืออ่านข้อมูลที่มีเท่าไรนัก เเต่จะเรียนรู้ได้ด้วยการลงมือ ลงเเรง ไปอยู่ในสิ่งนั้นจริงๆ ให้ทุกๆอย่างมันสลักเสลาไปถึงจิตวิญญาณ(โอ้โห)โดยไม่ต้องให้ใครเอาสิ่งเหล่านั้นมายัดเข้าหัวเราเอง มันทำให้ผมเข้าใจในสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น สิ่งที่เรียกว่า สถาปัตยกรรมไทย เเม้จบไปผมอาจจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้(หรืออาจจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับสาขาที่เรียนมาเลยด้วยซํา) เเต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกชื่นชมคนโบราณอยู่ในใจ ถึงเเนวคิด ฝีมือ อันเกิดจากความศรัทธาของพวกเขาที่มีต่อพระพุทธศาสนา ชื่นชมภูมิปัญญาชาวบ้าน ฝีมือในการสร้างที่พักอาศัยเเบบพื้นถิ่น ของพวกเขา เเละ ที่สำคัญ ที่ประทับใจมากที่สุดในการมาทริปหนนี้ คือ ความมีนำใจของชาวบ้าน ที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุน เเละ เป็นมิตร
ทั้งหมดคงจะเป็นความทรงจำที่ดีๆของปี 5 เเม้มันจะเหนื่อยบ้าง เปียกบ้าง ร้อนบ้าง ไข้ขึ้นบ้าง ก็ตาม เเต่ก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งได้ไปสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ สถาปัตยกรรมเหล่านี้ สังคมเหล่านี้ ทั้งหมดเหมือนฝันไปจริงๆ เเม้ตอนนี้จะกลับมาสู่โลกเเห้งความจริงซึ่งมีการงานอันหนักหน่วงรออยู่เเล้วก็ตาม เเต่เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น ก็จะรู้สึกมีความสุข เเละ สามารถยิ้มออกมาได้
สุดท้ายก่อนจาก เราจะประมวลรูปที่ถ่ายๆมาในช่วงเวลา 9 วันซักหน่อย เชิญรับชม
|
|
|