Nattasak 的个人资料14Faults照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
9月22日 Communist Architectureงานสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์...? เป็นยังไง หากเกิดคำถามเเบบนี้ขึ้นในใจเเล้วล่ะก็...
งั้น...ก่อนอื่น ผมว่าเราควรจะรู้จักกับคำว่าคอมมิวนิสต์ ตั้งเเต่เริ่มเเรกก่อนจะดีกว่า
คอมมิวนิสต์ (Communism) คือ ระบอบแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองสังคมและการเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายใต้ข้อกำหนดของความเป็นเจ้าของร่วมกัน และการมีรายได้ที่ขึ้นอยู่กับการผลิต การเคลื่อนไหวทางการเมืองในแง่นี้หมายถึงระบอบคอมมิวนิสต์มุ่งจุดประสงค์ให้สังคมไร้ชนชั้น ประชาชนทุกคนมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกัน ระบอบคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นระบอบมหาอำนาจของการเมืองโลกในช่วงต้นคริสตศ์ตวรรษที่ 20 ในขณะที่ในคอมมิวนิสต์สมัยใหม่มักจะยึดตามคำประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์ ของคาร์ล มาร์กซและฟริดดิช เองเกิลส ที่ว่าด้วยการแทนที่ระบบวัตถุแบบทุนนิยมที่เน้นกำไรเป็นหลัก ด้วยระบอบสังคมคอมมิวนิสต์ที่ผลผลิตโดยรวมที่ได้มาจะกลายเป็นของส่วนรวม ลัทธิมาร์กซกล่าวไว้ว่ากระบวนการดังกล่าวสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ โดยการปฏิวัติรัฐประหารต่อบรรดานายทุนและชนชั้นสูง จากนั้นจึงเปลี่ยนถ่ายการปกครองไปสู่สถานะของการปกครองระบอบสังคมนิยม การกระทำดังกล่าวเรียกกว่าอำนาจเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ (Dictatorship of the proletariat) ระบอบคอมมิวนิสต์ที่แท้จริงที่ไม่มีรัฐบาลบริหารยังไม่เคยเกิดขึ้น และยังเป็นไปได้ในแง่ทฤษฎีเท่านั้น เพราะความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ระบอบคอมมิวนิสต์" ตามทฤษฎีของมาร์กซคือ รัฐที่ปกครองโดยตลอดกาล หรือ รัฐบาลแนวสังคมนิยม คำว่าคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันเป็นได้ทั้งระบอบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และทฤษฎีสังคมของลัทธิมาร์กซ รวมถึงเงื่อนไขของพรรคคอมมิวนิสต์ ยังมีกลุ่มชนอื่นที่มีแนวความคิดของมาร์กซ อาทิอนาธิปัตย์หลาย ๆ กลุ่มที่เรียกตนเองว่าเป็นคอมมิวนิสต์แต่มีวิธีการที่ต่างจากมาร์กซในความพยายามที่จะสร้างสังคมไร้ชนชั้น
แนวคิดคอมมิวนิสต์ในยุคเริ่มแรก
ค้อนเคียว สัญลักษณ์ของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ความคิดที่มีรากฐานไปสู่ลัทธิคอมมิวนิสต์มีมานานมากแล้วในโลกตะวันตก นานกว่าที่มาร์กซ์และเอนเกิลส์จะเกิดเสียอีก ความคิดที่ว่านี่ย้อนไปได้ถึงยุคกรีกโบราณที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับตำนานเกี่ยวกับยุคทองของมนุษยชาติ ที่ ๆ สังคมอยู่ด้วยกันด้วยความสามัคคีปรองดองกันเสียก่อน จึงร่วมกันสร้างความงอกงามทางวัตถุในภายหลัง แต่บางคนก็แย้งว่าตำราสาธารณรัฐ (The Republic) ของเพลโตและผลงานอื่นๆ ของนักทฤษฎีรัฐศาสตร์ในยุคโบราณ เพียงแค่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ในด้านการอยู่รวมกันในสังคมอย่างปรองดองเท่านั้น รวมถึงหลาย ๆ นิกายในคริสตจักรสมัยเก่า และเน้นเป็นพิเศษในโบสถ์สมัยเก่า ดังที่บันทึกไว้ในบัญญัติแห่งบรรดาอัครสาวก (Acts of the Apostles) อีกทั้งชนเผ่าพื้นเมืองแห่งทวีปอเมริกาก่อนยุคโคลัมบัสบุกเบิก ก็ยังปฏิบัติตามแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ว่าด้วยการอยู่ด้วยกันเป็นสังคมและครอบครองวัตถุร่วมกัน รวมถึงอีกหลายๆ ชนชาติที่พยายามที่จะก่อตั้งสังคมคอมมิวนิสต์ได้แก่ นิกายเอซเซนแห่งยิว (Essenes) และนิกายยูดาทะเลทราย ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักบุญโทมัส มอร์ นักเขียนชาวอังกฤษกล่าวในหนังสือยูโทเปีย (Utopia) ของเขาว่า สังคมทุกสังคมมีรากฐานอยู่ที่การครอบครองวัตถุชิ้นใดๆ ร่วมกัน โดยมีหัวหน้าอยู่หนึ่งคนหรือหนึ่งคณะที่มีหน้าที่นำมันไปใช้ตามหลักแห่งเหตุและผลที่เหมาะสม ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แนวคิดคอมมิวนิสต์ผุดขึ้นมาอีกครั้งในประเทศอังกฤษ เมื่อเอ็ดเวิร์ด เบิร์นสไตน์กล่าวในผลงานแห่งปี พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) ของเขา ครอมเวลล์และคอมมิวนิสต์ (Cromwell and Communism) อย่างเผ็ดร้อนว่ามีหลาย ๆ กลุ่มในสงครามกลางเมืองอังกฤษ โดยเฉพาะพวกนักขุดหรือผู้เผยเปลือกใน (Digger หรือ True Leveller) ที่แสดงการสนับสนุนแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน เน้นความสำคัญไปที่บรรดาชาวไร่ชาวนา ซึ่งทัศนคติของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ต่อคนกลุ่มนี้มักเป็นความรำคาญ หรือแม้กระทั่งแสดงความเป็นศัตรูต่อคนกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ความไม่เห็นด้วยต่อการครอบครองวัตถุแต่เพียงผู้เดียวยังคงถูกแย้งมาโดยตลอดในยุคแสงสว่าง (The Age of Enlightenment) แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผ่านนักวิชาการชื่อดังเช่น ชอง-ชาก รุสโซ รวมถึงนักเขียนสังคมนิยมยูโทเปีย เช่น โรเบิร์ต โอเวน ซึ่งบรรดาบุคคลเหล่านี้ก็ถูกขนานนามว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในบางครั้ง คาร์ล มาร์กซ์เห็นว่าแนวคิดคอมมิวนิสต์ในช่วงเริ่มแรกนั้นคือสถานะดั้งเดิมของมนุษยชาติที่พัฒนาตนเองขึ้นมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ควบคู่ไปกับระบอบศักดินา ที่เป็นสถานะของระบบทุนนิยมในขณะนั้น เขาจึงเสนอก้าวต่อไปในวิวัฒนาการทางสังคมกลับไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ที่มีระดับสูงกว่าแนวคิดคอมมิวนิสต์เก่าๆ ที่มนุษยชาติเคยปฏิบัติกันมาในขณะเดียวกัน ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็เติบโตมาจากการเคลื่อนไหวของชนผู้ใช้แรงงานในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมพัฒนายิ่งขึ้น แต่นักวิชาการหัวคิดสังคมนิยมเห็นว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้กำลังแรงงานด้อยคุณภาพลง ในขณะที่คนงานที่ทำงานในโรงงานกลางเมืองก็ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายยิ่งขึ้น และช่องว่างที่แคบลงระหว่างคนรวยและคนยากไร้
ยุคปัจจุบัน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แนวทฤษฎีของมาร์กซเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพรรคสังคมนิยมทั่วยุโรป แม้ว่านโยบายของพวกเขาในเวลาต่อมาจะค่อนข้างคล้อยตามกับระบอบทุนนิยมที่กำลังปรับเปลี่ยนตัวเอง มากกว่าที่จะก่อการรัฐประหาร ยกเว้นพรรคแรงงานสังคมประชาธิปัตย์แห่งรัสเซีย (Russian Social Democratic Workers' Party) โดยหนึ่งในกลุ่มในพรรค ที่เป็นที่รู้จักในนามของกลุ่มบอลเชวิค ซึ่งนำโดยวลาดิมีร์ เลนินที่ประสบความสำเร็จในการปกครองประเทศหลังจากการล้มล้างรัฐบาลรักษาการณ์ในการปฏิวัติรัสเซีย (Russian Revolution of 1917) ใน พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) ในปีต่อมา พรรคดังกล่าวเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งจากนั้นมาทำให้เกิดข้อแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างระบอบคอมมิวนิสต์และระบอบสังคมนิยม หลังจากประสบความสำเร็จในการปฏิวัติตุลาคม (October Revolution) ในรัสเซีย ทำให้พรรคสังคมนิยมในหลายๆ ประเทศเปลี่ยนตัวเองเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีความภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตที่แตกต่างกันไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง คณะบริหารที่เรียกตนเองว่าคอมมิวนิสต์ก็เข้ายึดอำนาจในยุโรปตะวันออก ในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) พวกคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน นำโดยเหมาเจ๋อตุงก็ขึ้นสู่อำนาจและก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างนั้นบรรดาประเทศโลกที่สามต่างก็รับระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามาเป็นระบอบการปกครองได้แก่คิวบา เกาหลีเหนือ เวียดนาม ลาว แองโกลา และโมซัมบิก ในต้นทศวรรษที่ 1980 ประชากรหนึ่งในสามของโลกถูกปกครองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ความเชื่อแบบคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในสหรัฐอเมริกา จากประวัติศาสตร์การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์มาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามเย็นของอเมริกา ต่อมาในต้นคริสตทศวรรษที่ 1970 นิยามใหม่ที่เรียกว่า "ยูโรคอมมิวนิสต์" (Eurocommunism) ก็ถูกใช้ระบุถึงนโยบายใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่ตั้งใจจะปฏิเสธการช่วยเหลือที่ไม่มากนักและไม่คงเส้นคงวาของสหภาพโซเวียต บางพรรคดังกล่าวถือว่าเป็นพรรคใหญ่และเป็นหัวคะแนนในการเลือกตั้งได้แก่ในฝรั่งเศสและอิตาลี แต่จากการล่มสลายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกจากช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 จนไปถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ทำให้อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ลดลงไปอย่างมากในยุโรป อย่างไรก็ตามประชากรหนึ่งในสามของโลกก็ยังคงตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์อยู่ดี
ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์เป็นหลักในปัจจุบันได้แก่ รัฐคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเหนือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐคิวบา
จากข้างต้น คาดว่า เราก็คงจะได้รู้จักกับเเนวคิด เเละ หลักการของคอมมิวนิสต์กันไปบ้างเเล้ว ไม่มากก็น้อย ต่อไป เราจะได้ทำความรู้จักกับสถาปัตยกรรมสไตล์คอมมิวนิสต์ๆกัน
Communist Architecture ก็คือสถาปัตยกรรมในยุคสมัยของคอมมิวนิสต์นั่นล่ะครับ หากพูดงี้ สิ่งที่เรานึกถึงอันดับเเรกๆก็คงหนีไม่พ้นโซเวียต ชาติคอมมิวนิสต์ตัวพ่อใช่มั้ยล่ะครับ(คล้ายๆอาร์ทตัวเเม่ 555) เเต่จริงๆเเล้ว Communist Architecture นั้นเเพร่หลายไปตามประเทศต่างๆซึ่งรับอิทธิพลของเเนวความคิดนี้มานะครับ ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาว่ากันต่อในบทต่อไป
Communist Architecture เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบโมเดิร์น ที่เกิดจากโซเวียต เริ่มในช่วงปี 1920 สถาปัตยกรรมรูปแบบนี้จะประกอบด้วยเทคโนโลยี และ งานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับสภาพสังคมคอมมิวนิสต์ สถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์แตกแขนง และ พัฒนามาจากรูปแบบ Constructivism ซึ่งได้รับอิทธิพลการเคลื่อนไหวของประเทศรัสเซียบ้านเกิด ซึ่งเป็นการดัดแปลงระบบมุมมองแบบ Cubist 3 มิติ สำหรับสิ่งที่ไม่ใช่สถาปัตยกรรมที่เป็นรูปแบบแบบ Kinetic หลังจากที่รัสเซียมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก็ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของสังคม และทำให้เกิดความต้องการใหม่ๆในงานก่อสร้าง และ อุตสาหกรรม จึงได้มีการใช้สถาปนิกผู้มีความสามารถในการจัดการสเปซ และ จังหวะของตัวอาคาร ผสมผสานระหว่าง Pure Art และ Productivist เช่น Alexander Rodchenko , Varvara Stepanova และ Vladimir Tatlin ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบที่กล่าวมาข้างต้น
การพัฒนา สถาปัตยกรรมโครงการแรกเริ่มในปี 1919 ใน St.Petersberg โดย วลาดิเมียร์ ทัทลิน ใช้วัสดุในการก่อสร้างคือ เหล็ก และ กระจก ในเวลาต่อมาโครงการที่ได้รับความสนใจคือ Lenin Tribune โดย El Lissitzky ในระหว่างช่วงสงครามรัสเซีย โดยตัวสถาปัตยกรรมต่างๆจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับอาคารยุคใหม่ของทางตะวันตก เช่น Sky Scrapers ของนิวยอร์ค และ ชิคาโก หลังจากสงครามรัสเซียจบลง USSR ต้องการโครงการใหม่ๆในการก่อสร้างสถาปัตยกรรม จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนที่สอนสถาปัตยกรรมศาสตร์ขึ้นได้แก่ Vkhutemes ในปี 1921 ซึ่งมีอาจารย์ผู้สอนคือ Nikolai Ladovsky หลักสูตรการเรียนการสอนเน้นที่ฟังก์ชั่น และ ความมหัศจรรย์ การสะท้อนถึงสภาพจิตใจ ออกมาผ่านฟอร์มอาคาร ในปี 1923 – 1935 เกิด Sky Scrapers ที่ออกแบบโดย Lissitzky และ Mart Stam และ มีพาวิลเลียนออกแบบโดย Konstatin Melkinov ที่แสดงถึงความต้องการที่แน่ชัดของทีมออกแบบ Melkinov ยังเป็นผู้ออกแบบโซเวียตพาวิลเลียน ในงาน Paris Expo ในปี 1925 อีกด้วย ซึ่งมีรูปแบบใหม่ และออกแบบห้องภายในโดย Rodchenko ต่อมาเทคโนโลยี และ แนวคิด ในการก่อสร้างเริ่มถูกแสดงออกในปี 1923 ชัดมากขึ้นโดยเน้นการใช้หลัก Functionalism เช่น โครงการบ้าน Ernst May และเริ่มใช้รูปแบบซ้ำๆกันในการออกแบบที่พักอาศัย โดยเน้นที่การใช้คอนกรีต และ กระจก ทั้งที่อยู่อาศัย ตึกทั่วไป โรงแรม และ อพาร์ทเมนต์ รูปแบบใหม่ของสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์นั้นเริ่มเปลี่ยวนแปลงกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำเมืองในทุกๆวันของชีวิตสังคมโซเวียต สถาปัตยกรรมที่เป็นที่กล่าวถึงคือ Alexey Shchusev Tower ในมอสโค
การออกแบบเมือง ความต้องการในการนำรูปแบบคอมมิวนิสต์มาออกแบบผังเมือง เริ่มต้นในปี 1925 บ้านพักต่างๆถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับส่วนต่างๆของเมือง โดย สถาปนิก มีการออกแบบอาคารสาธารณะ สถานศึกษา ออกแบบโดยสมาชิกกลุ่ม ASNOVA งานสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ของคอมมิวนิสต์ออกแบบเพื่อหวังว่าจะแสดงออกถึงการพัฒนาในสังคมของตน จากนั้นก่อนเกิดทฤษฎีของ Mikhail Okhitovich ซึ่งกล่าวถึงระบบ 1 บุคคล หรือ 1 ครอบครัว คือการก่อสร้างอาคารเชื่อมต่อกันโดยมีเส้นทางการสัญจรเป็นเครือข่าย แบ่งพื้นที่ขนาดใหญ่ สำหรับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น และ รูปแบบใหม่
แนวคิดของสถาปัตยกรรมแบบคอมมิวนิสต์ เปรียบดั่งการลงกวีคอนกรีตนิพนธ์ของโซเวียตให้แก่เมืองขึ้นของตน ให้อาคารเหล่านั้น แสดงออกถึงความแข็งขัน ดุดัน มีระเบียบ ความยิ่งใหญ่ ดังเช่นที่พบในสถานที่ราชการทั่วๆไป หรือรูปแบบอาคารที่พักอาศัยที่ลักษณะเหมือนกันหมด ใช้วัสดุง่ายๆ ออกแบบง่ายๆ เป็นModern Architecture เหมือนกับการรับไม้มาต่อจากเหล่า Constructivism ผสมการหยิบยืมจากอดีตนั่นเอง
ลักษณะของ Communist Architecture บางคนอาจรู้สึกไม่เข้าใจในความหมายของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เนื่องจากไม่ได้มีชีวิตอยู่ในประเทศที่มีสังคมในเเบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งที่ผมจะยกมากล่าว จะเป็นเรื่องราวของสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ในเมืองปราก ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกรายล้อมไปด้วยป่าคอนกรีต เเละ สถาปัตยกรรมในยุคคอมมิวนิสต์ ที่หลายๆสถานที่นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อสังคม เเละ มีความสวยงามเฉพาะตัวอยู่ เช่น the Crowne Plaza Hotel รวมถึงบ้านที่อยู่อาศัยที่สร้างด้วยคอนกรีตเพื่อการใช้ชีวิตในสังคมซึ่งตั้งอยู่มากมายเเถวชานเมืองปราก ซึ่งหากคุณๆได้ลองไปสัมผัสกับเมืองเเห่งนี้( ช่วยเตรียมเงินไว้ด้วยนะครับ เพราะเงินคือปัจจัยหลัก ที่จะทำให้เราได้ออกไปเปิดหูเปิดตาต่างประเทศได้สมใจ ) คุณจะได้พบกับสิ่งก่อสร้างที่มาจากคอนกรีตมากมายนับไม่ถ้วนจริงๆ สำหรับ สถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ที่ผมกล่าวถึง
เเละเเล้วก็ถึงเวลา คราวนี้ผมจะยกตัวอย่างสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ที่น่าสนใจให้ได้รับชมกัน
อันดับเเรก The Former Parliament Building
สถานที่เเห่งนี้คือพิพิธภัณฑ์ ซึ่ง เน้นการใช้คอนกรีต เเละ กระจกขนาดใหญ่ ตามรูปเเบบของงานสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ ช่วงปี1966-1973 tสถานที่เเห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่จากบ้านเก่าๆ เพื่อก่อสร้างใหม่ให้เป็นรูปเเบบคอมมิวนิสต์ในยุคที่กำลังรุ่งเรือง ให้กลายเป็นที่หลบภัยนิวเคลียร์ เเละจากกระเเสเรียกร้องในการเปลี่ยนเเปลงในช่วง1989 สถานที่เเห่งนี้จึงได้เปลี่ยนเป็นสถานีวิทยุสำหรับยุโรปซึ่งได้มาเช่า ทำสัญญาใช้สถานที่กับประธานาธิบดี Vaclav Havel ในราคาที่ถูกมากต่อเดือน จนสถานีวิทยุได้ย้ายที่ทำการใหม่ เเละ เอกสิทธิ์ของสถานที่ได้ถูกคืนกลับไปสู่ประเทศของตนจริงๆ สถานที่เเห่งนี้จึงได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Musuem ในที่สุด อันดับที่สอง ได้เเก่ Hotel Crown Plaza สำหรับสถานที่เเห่งนี้ มักจะรู้จักกันในนาม Druzba, Hotel Cedok, International Hotel เเละ Holiday Inn ซึ่งจัดว่าเป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่มากในกรุงปราก ถูกก่อสร้างในปี1952 ถึง 1954อาคารเเห่งนี้เปรียบดั่งฝันที่เป็นจริงของ Stalin( ชื่อนักออกเเบบ )ซึ่งได้รับเเรงบันดาลใจมาจากกลุ่มตึกระฟ้า Seven Sisters ในเมืองมอสโค The Hotel Crowne Plaza มีความสูง 88 เมตร16 ชั้น มีที่พักเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยว 600 คนขึ้นไป ภายในประกอบด้วยกำเเพงหลากสีสัน เเละ ประตูกระจกที่สวยงาม( เขาโฆษณาว่าอย่างนั้น ) ซึ่งโรงเเรมเเห่งนี้ได้เปลี่ยนเเปลงเเนวคิดของสีเเดงในสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ ให้กลายเป็นสีเขียวที่เป็นตัวเเทนของเงินตรา เเละ สังคมเมืองหลวง อันดับที่สามมมมมม.....The Zizkov Television Tower The Zizkov Television Tower เป็นอาคารที่สูงถึง 216 เมตร นับเป็นอาคารที่สูงที่สุดในเมืองปราก( ว้าว ) ก่อสร้างขึ้นในปี1985 ถึง 1992 เริ่มต้นโดยคอมมิวนิสต์ซึ่งต้องการจะสร้างอาคารที่จะสามารถเปลี่ยนเเปลงทัศนียภาพเส้นขอบฟ้าของเมืองปราก เเละ ทำลายภาพพจน์เก่าๆในบริเวณที่อาคารเเห่งนี้ตั้งไว้ ความพิเศษของอาคารนี้คือได้มีการประดับด้วยประติมากรรมรูปเด็กทารกสีเงิน ปีนป่ายอยู่บนพื้นผิวภายนอกของอาคาร( ซึ่งหน้าตาไม่ได้น่ารักเลย ได้เเต่ความเเปลก เเต่ด้วยความประหลาด น่าฉงน ปนสงสัย ว่าทำไมมันต้องเอาไอ้เด็กปลอมๆพวกนี้ไปเกาะบนตึกด้วย ก็ได้สร้างความเเปลกใหม่ เเละ ความประทับใจให้เเก่นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมได้เป็นอย่างมาก ซึ่งเราคงต้องยกย่องความสามารถของ David Cerny อาร์ทตัวพ่อผู้ออกเเบบความพิลึกเเบบนี้ให้ลงตัวได้เเบบนี้ รวมทั้งอาคารเเห่งนี้ยังนับว่าเป็นจุดชมวิว( เเน่นอนล่ะ สูงสุดในเมืองเเล้วนี่ ) เเละ เป็นภัตตาคารลอยฟ้าไปในตัวด้วยเช่นกัน สถานที่สุดท้ายที่ผมจะขอยกตัวอย่าง ได้เเก่ The Panelaks อาคารคอนกรีตเเห่งนี้อยู่เเถวชานเมืองปราก เป็นที่สำหรับอยู่อาศัยขนาดใหญ่สำหรับประชาชนที่มีคลาส( คนที่มีเงินนั่นเเหละครับ ) โดยได้รับเเรงบันดาลใจมาจาก Le Corbusier ซึ่งต้องการที่พักอาศัยที่เพียงพอสำหรับเมืองขนาดเล็ก เเต่สุดท้ายอาคารเเห่งนี้ก็ไม่ต่างไปจากรูปเเบบเดิมๆของสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ ใช้คอนกรีตเหมือนเดิม สีเทาเหมือนเดิม .... จากที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด เราก้จะได้พบว่า สถาปัตยกรรมในยุคสมัยคอมมิวนิสต์นั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากในการตกเเต่ง เเละ การก่อสร้าง เนื่องมาจากกระเเสในสังคมคอมมิวนิสต์ ที่ไร้การเเบ่งเเยก ต้องการความเเข็งขัน ป็นระเบียบเเบบเเผน จึงทำให้อารมณ์ของตัวงานเเสดงออกเช่นนี้ เเต่ถ้ามองจากมุมมองของตัวผมเอง ผมก็มองว่าเป็นสถาปัตยกรรมในอีกรูปเเบบหนึ่งที่มีความคลาสสิคนะครับ เเละถ้าเอาจริงๆผมกลับมองว่า รูปเเบบสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์นี้ ไม่ได้เเตกต่างไปจากสถาปัตยกรรมที่เราพบเห็นทั่วไปเลย เเม้ประเทศเราจะเป็นประชาธิปไตยก็ตามที วัสดุก่อสร้างเป็นคอนกรีต ก็ใช้กันทั่วโลก สีหลักเป็นสีเทา ผมก็ว่ามันเป็นสีหลักๆของพวกตึกทั่วๆไปอยู่เเล้ว เเต่การได้ลองมาค้นหา ข้อมูลของ Communist Architecture ก็ทำให้ผมได้เห็น ได้รู้จักกับสถาปัตยกรรมในอีกรูปเเบบหนึ่ง ที่บางคน อาจมองสิ่งเหล่านี้เเค่ผ่านๆ เเต่ผมคิดว่า อาคารเเต่ละเเห่งนั้น หากเราตั้งใจมองพวกมันให้ดีๆ อาคารเหล่านี้ บ่งบอกยุคสมัย เเนวคิด เเละ ความต้องการของผู้ออกเเบบ สื่อออกมาเเม้มันอาจจะไม่โทนโท่ อาจจะเข้าใจยาก เเต่หากเราลองทำความเข้าใจกับมันดู เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ ผมคิดยังงั้นนะ
|
|
|