Nattasak 的个人资料14Faults照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
10月8日 สัมภาษณ์รุ่นพี่วันนี้ก็เป็นเรื่องการสัมภาษณ์นะครับ กับการสอบถามความเห็น เเละ มุมมองของรุ่นพี่ในดวงใจ
สำหรับผม ผมได้สัมภาษณ์พี่เข้ม รุ่นพี่ปีที่เเล้วทาง MSN เนื่องจากพี่เข้มเป็นพี่ชายคนหนึ่งที่เอาใจใส่น้องๆอย่างดี เเละ มีงานอดิเรกในเรื่องดนตรี(เเบบเดียวกับผม) ผมจึงนับถือพี่เข้มเหมือนพี่ชายเเท้ๆคนหนึ่งเลยทีเดียว บทสัมภาษณ์นี้จึงมีความเป็นกันเอง(สูงมาก) เเละเเม้ว่าพี่เข้าเค้าจะไม่ได้ทำงานในสายสถาปนิกก็ตาม เเต่ผมคิดว่าบทสัมภาษณ์ที่จะได้อ่านต่อไปนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งมุมมอง เเละ เเนวทางหนึ่ง หลังจากที่เราเรียนจบไป เเละ สามารถเลือกได้ เชิญรับชมครับ
รายชื่อนักเเสดง
14Faults - ผมเอง
๑o hr.s - พี่เข้ม
14Faults [ here's hoping ] says: พี่เข้มมีเวลามั้ยอ่ะครับ คือจะขอสัมภาษณ์หน่อยครับ ๑๐ hrs . love is you . says: แต่พี่ ไม่ได้ ทำงาน สถาปนิกนะพี่ทำ Grapic Design 14Faults [ here's hoping ] says: ได้พี่ๆ ๑๐ hrs . love is you . says: 55 ok มาๆ 14Faults [ here's hoping ] says: รบกวนเวลาหน่อยนะครับพี่เข้ม งั้นคำถามเเรกเลยนะครับพี่เข้ม ๑๐ hrs . love is you . says: อ่าฮะ 14Faults [ here's hoping ] says: ประวัติในการเรียน ปีอะไร ชื่อ นามสกุล ชื่อคณะ ๑๐ hrs . love is you . says: ปี 6 ชื่อ ฤกษ์ระพี โสภณ ชื่อคณะ หลวงพ่อ 14Faults [ here's hoping ] says: ทำไมพี่ถึงเลือกที่จะเรียน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่นี่ครับ เพราะอะไร ๑๐ hrs . love is you . says: สมัยม.ปลายเรียนสายวิทย์ แล้วมองคณะอื่นรอบๆตัวแล้ว มันไม่น่าสนใจ ชอบพวกศิลปะ พวกใช้ความคิดสร้างสรรค์ มากกว่า ก็เลยคิดว่า น่าจะเลือกเรียน อะไรที่ได้ใช้ทั้งวิทยาศาสตร์แล้วก็ศิลปะ ก็เลยสนใจคณะนี้ 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อ เเล้วระหว่างเรียนที่คณะนี้ 5 ปีที่ผ่านมา พี่เข้มรู้สึกยังไงบ้างครับ ๑๐ hrs . love is you . says: เจ๋งมาก 14Faults [ here's hoping ] says: 55 ๑๐ hrs . love is you . says: 5 5 14Faults [ here's hoping ] says: คำเดียวเลยใช่ยพี่ สั้นๆ ได้ใจความ ๑๐ hrs . love is you . says: ได้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นกว่า มัธยมมาก สามารถดูแลตัวเองได้ มีความรับผิดชอบมากขึ้น แล้วก็จัดระบบวิธีการคิดตัวเองใหม่เกือบหมดเลย 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อครับ ๑๐ hrs . love is you . says: เหมือนเปลี่ยนไปเป็นอีกคนเลย ประมาณนั้น + + เพราะตอนม ปลาย นี่เหี้ยมาก 14Faults [ here's hoping ] says: 555 ๑๐ hrs . love is you . says: ไม่ทำการบ้าน ไม่อ่านหนังสือ มาเรียนสาย สอบตก = = โห เยอะ มาอยู่นี่ ตรงกันข้ามหมดเลย 14Faults [ here's hoping ] says: 55 ก็จริงนะครับพี่ งั้นคำถามต่อไปนครับ ช่วงเวลาที่เรียน พี่เข้มได้มีเวลากลับมาร่วมงานร่วมกิจกรรมของคณะมากน้อยขนาดไหนครับ ๑๐ hrs . love is you . says: เยอะมากกกกกกกกกกกกก 14Faults [ here's hoping ] says: ประธานติว 1 ละพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: ทำชุมนุม ดนตรีอีก แล้วก็พวกกิจกรรมของคณะที่ทำร่วมกับ สมาคมสถาปนิก อะไรพวกนี้ ทำมีตติ้ง อีก งาน บี เดย์อีก ปี 1 ปี 2 นี่ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ หลัง ปี 3 มานี่ เยอะ 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อครับ เเล้วพี่เข้มรู้สึกยังไง ที่ได้ทำกิจกรรมพวกนั้นครับพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: สนุก แต่ก็เหนื่อยนะ แต่มันเจ๋งตรงที่ได้รู้จักกับเพื่อน ภาคอื่น ที่มีความชอบ คล้ายๆ กันเนี้ย มันคุยกันสนุก พอๆกับเพื่อนในภาคเลย 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อ เช่นชมรมดนตรีเป็นต้น ๑๐ hrs . love is you . says: ใช่ ประเด็นหลักเลย ถ้าไม่ได้ทำงานคณะ ก็คงไม่มี ชุมนุมดนตรีด้วย 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อครับ เเล้วพี่เข้มคิดว่า สภาพแวดล้อมโดยรวมของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง ของเราทั้งบรรยากาศ เพื่อนๆ การเรียน เป็นยังไงบ้างครับพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการทำกิจกรรมในคณะสุดแล้ว แม่งไม่มี สิ่งยั่วยุ ไม่มี สยาม ไม่มี มาบุญครอง ใช้เวลากับการเรียน ได้ แม่ง 24 ชม. 14Faults [ here's hoping ] says: 55 ๑๐ hrs . love is you . says: กินข้าวอาบน้ำเสร็จ เช้า สตู 14Faults [ here's hoping ] says: อืม จริงมากๆเลยพี่ เเล้วเพื่อนๆเป็นไงบ้างครับ คณะนี้ ๑๐ hrs . love is you . says: สนิทกันมาก ไม่ได้แค่สนิทกันเป็นกลุ่มนะ สนิทกันเกือยหมดเลย รู้สึกว่ารักเพื่อนที่คณะ มากกว่า เพื่อนที่เรียน มัธยมกันมา ช่วยเหลืออะไรกันได้เยอะ 14Faults [ here's hoping ] says: อืม มันคงเป็นเพราะเราอยู่ด้วยกันเกือบตลอดเวลาด้วยใช่มั้ยครับ ทั้งพี่ ทั้งน้อง ๑๐ hrs . love is you . says: ใช่ เช้ากลางวันเย็น มีกันอยู่แค่นั้นน 14Faults [ here's hoping ] says: อื้มครับ เเล้วพี่เข้มว่า คณะสถาปัตยฯ ลาดกระบังมีอะไรที่ควรปรับปรุงหรือเพิ่มเติมบ้างในการเรียนครับ มีข้อแนะนำอะไรบ้าง ๑๐ hrs . love is you . says: ที่เป็นอยู่มันก็เยี่ยมมากแล้วแหละ นึกไม่ออกว่า ดี กว่านี้มันจะเป็นยังไง 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อครับ เเล้วตอนนี้ พี่เข้มเรียนจบเเล้ว ได้ไปทำงานที่ไหน บริษัทอะไร ตำเเหน่งอะไรครับพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: ทำ อยู่ บริษัท เบ็น ภาษา และ ศิลปะ ตำแหน่ง บรรณาธิการฝ่ายศิลป์ 14Faults [ here's hoping ] says: รบกวนพี่เข้มช่วยอธิบายขั้นตอนการทำงานของตัวเอง เเบบคร่าวๆได้มั้ยครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ก็ ดูแลเรื่องการออกแบบ Grapic ต่างๆในหนังสือทุกเล่มของบริษัท ทั้งพวกการจัดหน้า การวางรูปแบบเล่ม รวมถึง รูปประกอบหนังสือ ก็คล้ายกับตอนตรวจแบบอะแหละ ทำคอนเซป ของเล่ม แล้วก็เข้าประชุม แล้วก็เอามาทำ ตัวอย่างการจัดหน้า รวมทั้งพวก Character Design แล้วก็ ตบ Theme ของทั้งหมดให้ลงตัว แล้วก็ทำตัว ต้นแบบ ตรวจ Proved แล้วก็ทำต้นฉบับบ ตัว Final แล้วก็ส่ง โรงพิมพ์ 14Faults [ here's hoping ] says: ฟังดูเเล้ว เป็นงานที่น่าสนุกเหมือนกันนะครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ก็ดีนะ งานมันจบเร็ว ไม่ค่อยเบื่อ 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อครับ พี่เข้มเเนะนำหนังสือของบริษัท ซัก เล่ม-2เล่ม ได้มั้ยครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ส่วนใหญ่ เป็นหนังสือ เด็กนะที่ทำมา หนังสือ กิจกรรมภาษาอังกฤษ อะไรพวกนี้ ตัวล่าสุดที่เข้าโรงพิมพ์ชื่อ Fun and Easy Reading 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อครับ เเล้วประสบการณ์ในการทำงานกับการเรียนต่างกันมากน้อยขนาดไหนครับพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: ใช้ประสบการณ์ตอนเรียนเยอะพอสมควร เรื่องการพรีเซ้น งาน เรื่องวิธี การคิด ขั้นตอนการออกแบบ แต่ความรู้ที่เป็นเรื่องเฉพาะทาง ไม่ค่อยได้ใช้เลย 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อ ๑๐ hrs . love is you . says: ได้เรื่องความกล้า มาเยอะ จากตอนเรียน 14Faults [ here's hoping ] says: เเล้วพี่เข้ม เคยกะจะกลับไปทำงานสายสถาปนิกที่เรียนมารึเปล่าครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ก็ตั้งใจว่าอย่างน้อย ก็ จะออกแบบบ้าน ของตัวเองสัก 1 หลัง จริงๆตอนนี้ก็มี job พวกออกแบบร้านอาหารเข้ามาเหมือนกัน แต่เพิ่งคุยกันไปครั้งเดียว 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อ บ้านตัวเอง 1 หลัง นี่ เรือนหอกะน้องคนนั้นใช่มั้ยพี่ 55 ๑๐ hrs . love is you . says: - - ให้พ่อแม่อยู่ครับบบ แหมๆ 14Faults [ here's hoping ] says: 55 ผมล้อเล่นพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: แล้วก็มีที่ยังรับทำอยู่ก็พวก 3D PResentation 14Faults [ here's hoping ] says: อันนี้คือได้ใช้สกิลที่รับจากคณะนี้เต็มๆเลย ๑๐ hrs . love is you . says: ใช่ๆ 14Faults [ here's hoping ] says: พี่เข้มครับ งั้นผมขอวกเข้าคำถามเกี่ยวกับเรื่องความเห็นในวงการสถาปนิกได้มั้ยครับ ๑๐ hrs . love is you . says: อ่าฮะ 14Faults [ here's hoping ] says: มีหลายคนบอกมาว่าบริษัทสถาปนิกในประเทศไทย จะมีความสามารถที่แตกต่างกันไป พี่เข้มมีมีความคิดเห็นยังไงครับ ๑๐ hrs . love is you . says: แตกต่างแน่นอน บางบริษัท ถนัดงานบ้าน บางบริษัท ถนัดประกวดแบบ บางบริษัท ทำ ผังแม่บท มันดีของมันอยู่ในตัวแล้ว เพราะถ้า 1 บริษัทถนัดแม่งหมด ก็เจ๊ง กันหมดอะครับ 14Faults [ here's hoping ] says: 555 ๑๐ hrs . love is you . says: เพราะแต่ละบริษัท มันจะประสบการณ์ไม่เหมือนกัน 14Faults [ here's hoping ] says: จริงครับพี่ เเล้วพี่เข้มคิดว่าลักษณะ หรือทักษะอะไรบ้างครับ ที่จำเป็นสำหรับคนที่จะเป็นสถาปนิก ๑๐ hrs . love is you . says: ความรับผิดชอบ เรื่องหลักเลย ต่อให้เก่งแค่ไหนแต่ไม่มีความรับผิดชอบ นี่ จบ หมด 14Faults [ here's hoping ] says: ครับ ๑๐ hrs . love is you . says: แต่บางคนแม่ง รับผิดชอบดีมาก แต่ทำงานไม่เป็น นี่ก็ไม่ไหว + + งานก็เจ๊ง เหมือนกัน 14Faults [ here's hoping ] says: จริงครับ เเล้วสำหรับปัญหาของสถาปนิกไทยในปัจจุบัน พี่เข้มคิดว่าคืออะไรครับ ๑๐ hrs . love is you . says: น่าจะเป็นเรื่องของ คุณค่า ของสถาปนิก ที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นมากกว่า มันเลยทำให้อาชีพเรามันไปได้ไม่ไกล ต่อให้ฝีมือ โคตรดีเลย แต่ คนที่จะสร้างบ้าน เค้ามองไม่เห็นคุณค่าของคำว่าสถาปนิก นี่ ยาก หลายๆ คน ที่จะสร้างบ้านใหม่ ไม่รู้ว่า จะไปจ้างใคร ก็ไปปรึกษา บริษัทรับเหมา สุดท้ายก็ลงเอยที่แบบสำเร็จรูป มันเห็นได้ชัดๆตรงที่ หมู่บ้านจัดสรร มันขึ้นเยอะมาก จนที่ในเมืองนี่แทบไม่เหลือให้บ้านที่ได้รับการออกแบบที่เหมาะสมนี่ได้สร้าง ทั้งที่ ถ้าเทียบราคาแล้วก็ไม่ได้ต่างกันบาก กับบ้านจัดสรร 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ยาว - - 14Faults [ here's hoping ] says: 555 ไม่เป็นไรพี่ เเสดงความเห็นได้เต็มที่ ตามสไตล์พี่เข้มเลย ๑๐ hrs . love is you . says: จบละ จริงๆก็คือเรื่องของโอกาส นะแหละ ที่มันแคบลง 14Faults [ here's hoping ] says: ครับ ๑๐ hrs . love is you . says: เพราะสถาปนิกตอนนี้มันเยอะมาก สภาสถาปนิก ก็ไม่รู้ ว่า ทำอะไรได้บ้าง = =' เอาตังค์ไปตั้ง 3500 ละ 14Faults [ here's hoping ] says: 55 งั้นผมเข้าคำถามต่อไปนะครับพี่เข้ม ๑๐ hrs . love is you . says: อ่าฮะ 14Faults [ here's hoping ] says: พี่เข้มว่าสถาปนิกไทยสามารถสู้กับสถาปนิกต่างประเทศได้มั้ยครับ ๑๐ hrs . love is you . says: สบาย ถ้าสถาปนิกไทย พูด ภาษาอังกฤษ ได้ดีนะ 5 5 14Faults [ here's hoping ] says: 55 ๑๐ hrs . love is you . says: ความคิดไม่ได้แพ้ฝรั่งหรอก ฝีมือ นี่ยิ่งไม่ต้องพูดสู้ได้แน่นอน แต่อาจจะติดตรงที่ คนไทยมีกรอบความคิดมากกว่าฝรั่ง 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อ ๑๐ hrs . love is you . says: ยิ่งทำงานในประเทศนะ 14Faults [ here's hoping ] says: มันอาจติดตรงที่ประเพณี ความเชื่อ หรือ กำลังเงินด้วยรึเปล่าครับ ๑๐ hrs . love is you . says: กำลังเงิน นี่ เป็นหลักเลย เราเลยไม่ค่อยได้มีโอกาสทำงาน ที่มัน ล้ำๆ แบบในหนังสือ เพราะมันเปลืองเงิน พอโครงการใหญ่ๆ มีเงินปุ๊บ ดันไปจ้างฝรั่ง ทำ 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อ สรุปคือ เราพลาดตรงที่คนไทยบางส่วน ยังไม่เชื่อในในฝีมือของสถาปนิกในประเทศเราเองด้วยใช่มั้ยครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ใช่ 14Faults [ here's hoping ] says: เเล้วพี่เข้มคิดว่ายุคเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ มีผลกระทบต่อสถาปนิกไทยมากหรือน้อยเพียงใดครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ก็ การตัดสินใจที่จะสร้างอะไรใหม่ก็คงน้อยลงส่วนนึง แต่ที่สำคัญเลย คือตัวเราเองต้องทำอะไรให้ประหยัดขึ้น ตั้งแต่เรื่องในออฟฟิศจนเรื่องของวัสดุก่อสร้าง ต้องรอบคอบขึ้น ใช้ยังไงให้คุ้ม ให้ประหยัด ต้องเปลี่ยนนิสัย กับแนวความคิด ให้สนใจเรื่องการสิ้นเปลืองมากขึ้น 14Faults [ here's hoping ] says: ครับ งั้นเดี๋ยวกลับไปเรื่องการทำงานของพี่เข้มต่อละกันครับพี่ พี่เข้มมีปัญหาในการทำงานอะไรบ้างรึเปล่าครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีนะ happy ดี ถ้ามีปัญหาก็คงเป็นตอนที่ คุยเรื่องคอนเซปงาน บางทีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ก็มีทะเลาะกันบ้าง แต่ก็เคลียจบกันได้ คงเป็นเรื่องของความคิดมันไม่ตรงกัน 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อ ๑๐ hrs . love is you . says: มันแก้ได้โดยมันต้องเปิดใจ ฟังคนอื่น แล้วมองข้อดี ของ แต่ละความเห็น แล้วก็มาคิดว่าทำยังไงถึงจะเอาข้อดีพวกนี้มาใช้ในงาน แล้วงานก็จะจบ แบบ แฮปปี้ 14Faults [ here's hoping ] says: ซึ่งเรื่องปัญหาเเบบนี้ คตาดว่าถ้ามาถึงปี 5 คงจะได้เจอกันเกือบทุกคนในช่วงพรีทีสิสใช่มั้ยครับพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: ใช่ แต่ตอนนั้น ทำ เบลอ ไม่สน = =' 14Faults [ here's hoping ] says: 55 เเล้วข้อสำคัญในการทำงานของพี่เข้มคืออะไรครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ก็ ทำเต็มความสามารถเรา นั่นแหละ แต่บางที มันก็มีงานเร่ง ก็ต้องตัดใจเป็น 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อครับ เเล้วพี่เข้มเคยคาดการณ์อนาคตข้างหน้ารึเปล่าครับ ว่าอยากจะทำอะไร จะเป็นยังไงต่อ ๑๐ hrs . love is you . says: ก็คงทำอันนี้ไปสัก ปี แหละ แล้วคงจะเรียนต่อ หลังจากนั้นก็กลับมาทำงาน ตามความรู้ที่เรียนมาเพิ่ม ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่รูว่าเจะเรียนอะไร พอ 30 ก็กะว่า จะมองลู่ทางทำอะไรที่เป็นของตัวเอง 14Faults [ here's hoping ] says: อ่อ ๑๐ hrs . love is you . says: แต่ก่อน 30 ขอทำเพลงก่อนสัก 2 อัลบั้ม นะ 14Faults [ here's hoping ] says: 55 ผมกะลังจะถามเรื่องดนตรีกับพี่เข้มพอดีเลย ๑๐ hrs . love is you . says: เดี๋ยวแก่ แล้วจะไม่ได้ทำอะไรดิบๆ 14Faults [ here's hoping ] says: ใช่พี่ เเก่มากๆจะเริ่มหมดไฟ ยังไงๆยุคนี้ไม่ว่าสถาปนิก หรือ นักดนตรี มันก็ต้องดิ้นเองอยู่เเล้ว ๑๐ hrs . love is you . says: ไฟมันคงหมดไม่เยอะหรอก แต่ความคิดมันจะเริ่มอยู่กับที่ละ มาก ดิ้นเอง เจ๊งเอง 14Faults [ here's hoping ] says: ครับ ใกล้จบเเล้วครับพี่ๆ รบกวนเวลาอีกนิดนะครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ดนตรี คงเป็นงาน อดิเรก แหละ อ่าฮะ 14Faults [ here's hoping ] says: พี่เข้ม รบกวนช่วยฝากอะไรถึงน้องๆรุ่นใหม่ๆ รวมถึงคณะของเราด้วย ได้มั้ยครับพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: 5 ปีแม่งสั้นนะ แป๊ปๆก็ 5 ปีละ กอบโกยความรูประสบการณ์ ตอนเรียนเยอะๆ เรียนจบมาชีวิต จะได้มีทางเลือก 14Faults [ here's hoping ] says: ฮะ นั่นคือข้อดีของการเรียนสาขาเราใช่มั้ยครับพี่ ๑๐ hrs . love is you . says: ใช่ คณะเราแม่ง กว้าง ทำอะไรได้เยอะ ยกเว้น ตรวจสอบบัญชี อย่างนึง ทำไม่ได้ 14Faults [ here's hoping ] says: 5555 ครับ ยังไงๆ ผมขอบคุณพี่เข้มมากเลยครับ ๑๐ hrs . love is you . says: ครับผม ผลงานที่ผ่านมา
9月22日 Communist Architectureงานสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์...? เป็นยังไง หากเกิดคำถามเเบบนี้ขึ้นในใจเเล้วล่ะก็...
งั้น...ก่อนอื่น ผมว่าเราควรจะรู้จักกับคำว่าคอมมิวนิสต์ ตั้งเเต่เริ่มเเรกก่อนจะดีกว่า
คอมมิวนิสต์ (Communism) คือ ระบอบแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครองสังคมและการเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายใต้ข้อกำหนดของความเป็นเจ้าของร่วมกัน และการมีรายได้ที่ขึ้นอยู่กับการผลิต การเคลื่อนไหวทางการเมืองในแง่นี้หมายถึงระบอบคอมมิวนิสต์มุ่งจุดประสงค์ให้สังคมไร้ชนชั้น ประชาชนทุกคนมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกัน ระบอบคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นระบอบมหาอำนาจของการเมืองโลกในช่วงต้นคริสตศ์ตวรรษที่ 20 ในขณะที่ในคอมมิวนิสต์สมัยใหม่มักจะยึดตามคำประกาศเจตนาคอมมิวนิสต์ ของคาร์ล มาร์กซและฟริดดิช เองเกิลส ที่ว่าด้วยการแทนที่ระบบวัตถุแบบทุนนิยมที่เน้นกำไรเป็นหลัก ด้วยระบอบสังคมคอมมิวนิสต์ที่ผลผลิตโดยรวมที่ได้มาจะกลายเป็นของส่วนรวม ลัทธิมาร์กซกล่าวไว้ว่ากระบวนการดังกล่าวสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ โดยการปฏิวัติรัฐประหารต่อบรรดานายทุนและชนชั้นสูง จากนั้นจึงเปลี่ยนถ่ายการปกครองไปสู่สถานะของการปกครองระบอบสังคมนิยม การกระทำดังกล่าวเรียกกว่าอำนาจเผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ (Dictatorship of the proletariat) ระบอบคอมมิวนิสต์ที่แท้จริงที่ไม่มีรัฐบาลบริหารยังไม่เคยเกิดขึ้น และยังเป็นไปได้ในแง่ทฤษฎีเท่านั้น เพราะความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ระบอบคอมมิวนิสต์" ตามทฤษฎีของมาร์กซคือ รัฐที่ปกครองโดยตลอดกาล หรือ รัฐบาลแนวสังคมนิยม คำว่าคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันเป็นได้ทั้งระบอบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และทฤษฎีสังคมของลัทธิมาร์กซ รวมถึงเงื่อนไขของพรรคคอมมิวนิสต์ ยังมีกลุ่มชนอื่นที่มีแนวความคิดของมาร์กซ อาทิอนาธิปัตย์หลาย ๆ กลุ่มที่เรียกตนเองว่าเป็นคอมมิวนิสต์แต่มีวิธีการที่ต่างจากมาร์กซในความพยายามที่จะสร้างสังคมไร้ชนชั้น
แนวคิดคอมมิวนิสต์ในยุคเริ่มแรก
ค้อนเคียว สัญลักษณ์ของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ความคิดที่มีรากฐานไปสู่ลัทธิคอมมิวนิสต์มีมานานมากแล้วในโลกตะวันตก นานกว่าที่มาร์กซ์และเอนเกิลส์จะเกิดเสียอีก ความคิดที่ว่านี่ย้อนไปได้ถึงยุคกรีกโบราณที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับตำนานเกี่ยวกับยุคทองของมนุษยชาติ ที่ ๆ สังคมอยู่ด้วยกันด้วยความสามัคคีปรองดองกันเสียก่อน จึงร่วมกันสร้างความงอกงามทางวัตถุในภายหลัง แต่บางคนก็แย้งว่าตำราสาธารณรัฐ (The Republic) ของเพลโตและผลงานอื่นๆ ของนักทฤษฎีรัฐศาสตร์ในยุคโบราณ เพียงแค่สนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์ในด้านการอยู่รวมกันในสังคมอย่างปรองดองเท่านั้น รวมถึงหลาย ๆ นิกายในคริสตจักรสมัยเก่า และเน้นเป็นพิเศษในโบสถ์สมัยเก่า ดังที่บันทึกไว้ในบัญญัติแห่งบรรดาอัครสาวก (Acts of the Apostles) อีกทั้งชนเผ่าพื้นเมืองแห่งทวีปอเมริกาก่อนยุคโคลัมบัสบุกเบิก ก็ยังปฏิบัติตามแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ว่าด้วยการอยู่ด้วยกันเป็นสังคมและครอบครองวัตถุร่วมกัน รวมถึงอีกหลายๆ ชนชาติที่พยายามที่จะก่อตั้งสังคมคอมมิวนิสต์ได้แก่ นิกายเอซเซนแห่งยิว (Essenes) และนิกายยูดาทะเลทราย ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักบุญโทมัส มอร์ นักเขียนชาวอังกฤษกล่าวในหนังสือยูโทเปีย (Utopia) ของเขาว่า สังคมทุกสังคมมีรากฐานอยู่ที่การครอบครองวัตถุชิ้นใดๆ ร่วมกัน โดยมีหัวหน้าอยู่หนึ่งคนหรือหนึ่งคณะที่มีหน้าที่นำมันไปใช้ตามหลักแห่งเหตุและผลที่เหมาะสม ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 แนวคิดคอมมิวนิสต์ผุดขึ้นมาอีกครั้งในประเทศอังกฤษ เมื่อเอ็ดเวิร์ด เบิร์นสไตน์กล่าวในผลงานแห่งปี พ.ศ. 2438 (ค.ศ. 1895) ของเขา ครอมเวลล์และคอมมิวนิสต์ (Cromwell and Communism) อย่างเผ็ดร้อนว่ามีหลาย ๆ กลุ่มในสงครามกลางเมืองอังกฤษ โดยเฉพาะพวกนักขุดหรือผู้เผยเปลือกใน (Digger หรือ True Leveller) ที่แสดงการสนับสนุนแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน เน้นความสำคัญไปที่บรรดาชาวไร่ชาวนา ซึ่งทัศนคติของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ต่อคนกลุ่มนี้มักเป็นความรำคาญ หรือแม้กระทั่งแสดงความเป็นศัตรูต่อคนกลุ่มนี้อย่างชัดเจน ความไม่เห็นด้วยต่อการครอบครองวัตถุแต่เพียงผู้เดียวยังคงถูกแย้งมาโดยตลอดในยุคแสงสว่าง (The Age of Enlightenment) แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 18 ผ่านนักวิชาการชื่อดังเช่น ชอง-ชาก รุสโซ รวมถึงนักเขียนสังคมนิยมยูโทเปีย เช่น โรเบิร์ต โอเวน ซึ่งบรรดาบุคคลเหล่านี้ก็ถูกขนานนามว่าเป็นคอมมิวนิสต์ในบางครั้ง คาร์ล มาร์กซ์เห็นว่าแนวคิดคอมมิวนิสต์ในช่วงเริ่มแรกนั้นคือสถานะดั้งเดิมของมนุษยชาติที่พัฒนาตนเองขึ้นมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ควบคู่ไปกับระบอบศักดินา ที่เป็นสถานะของระบบทุนนิยมในขณะนั้น เขาจึงเสนอก้าวต่อไปในวิวัฒนาการทางสังคมกลับไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ที่มีระดับสูงกว่าแนวคิดคอมมิวนิสต์เก่าๆ ที่มนุษยชาติเคยปฏิบัติกันมาในขณะเดียวกัน ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็เติบโตมาจากการเคลื่อนไหวของชนผู้ใช้แรงงานในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมพัฒนายิ่งขึ้น แต่นักวิชาการหัวคิดสังคมนิยมเห็นว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมทำให้กำลังแรงงานด้อยคุณภาพลง ในขณะที่คนงานที่ทำงานในโรงงานกลางเมืองก็ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายยิ่งขึ้น และช่องว่างที่แคบลงระหว่างคนรวยและคนยากไร้
ยุคปัจจุบัน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 แนวทฤษฎีของมาร์กซเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดพรรคสังคมนิยมทั่วยุโรป แม้ว่านโยบายของพวกเขาในเวลาต่อมาจะค่อนข้างคล้อยตามกับระบอบทุนนิยมที่กำลังปรับเปลี่ยนตัวเอง มากกว่าที่จะก่อการรัฐประหาร ยกเว้นพรรคแรงงานสังคมประชาธิปัตย์แห่งรัสเซีย (Russian Social Democratic Workers' Party) โดยหนึ่งในกลุ่มในพรรค ที่เป็นที่รู้จักในนามของกลุ่มบอลเชวิค ซึ่งนำโดยวลาดิมีร์ เลนินที่ประสบความสำเร็จในการปกครองประเทศหลังจากการล้มล้างรัฐบาลรักษาการณ์ในการปฏิวัติรัสเซีย (Russian Revolution of 1917) ใน พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) ในปีต่อมา พรรคดังกล่าวเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งจากนั้นมาทำให้เกิดข้อแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างระบอบคอมมิวนิสต์และระบอบสังคมนิยม หลังจากประสบความสำเร็จในการปฏิวัติตุลาคม (October Revolution) ในรัสเซีย ทำให้พรรคสังคมนิยมในหลายๆ ประเทศเปลี่ยนตัวเองเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีความภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตที่แตกต่างกันไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง คณะบริหารที่เรียกตนเองว่าคอมมิวนิสต์ก็เข้ายึดอำนาจในยุโรปตะวันออก ในปี พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) พวกคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน นำโดยเหมาเจ๋อตุงก็ขึ้นสู่อำนาจและก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างนั้นบรรดาประเทศโลกที่สามต่างก็รับระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามาเป็นระบอบการปกครองได้แก่คิวบา เกาหลีเหนือ เวียดนาม ลาว แองโกลา และโมซัมบิก ในต้นทศวรรษที่ 1980 ประชากรหนึ่งในสามของโลกถูกปกครองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ความเชื่อแบบคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในสหรัฐอเมริกา จากประวัติศาสตร์การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์มาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามเย็นของอเมริกา ต่อมาในต้นคริสตทศวรรษที่ 1970 นิยามใหม่ที่เรียกว่า "ยูโรคอมมิวนิสต์" (Eurocommunism) ก็ถูกใช้ระบุถึงนโยบายใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่ตั้งใจจะปฏิเสธการช่วยเหลือที่ไม่มากนักและไม่คงเส้นคงวาของสหภาพโซเวียต บางพรรคดังกล่าวถือว่าเป็นพรรคใหญ่และเป็นหัวคะแนนในการเลือกตั้งได้แก่ในฝรั่งเศสและอิตาลี แต่จากการล่มสลายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกจากช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 จนไปถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ทำให้อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ลดลงไปอย่างมากในยุโรป อย่างไรก็ตามประชากรหนึ่งในสามของโลกก็ยังคงตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์อยู่ดี
ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์เป็นหลักในปัจจุบันได้แก่ รัฐคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเหนือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐคิวบา
จากข้างต้น คาดว่า เราก็คงจะได้รู้จักกับเเนวคิด เเละ หลักการของคอมมิวนิสต์กันไปบ้างเเล้ว ไม่มากก็น้อย ต่อไป เราจะได้ทำความรู้จักกับสถาปัตยกรรมสไตล์คอมมิวนิสต์ๆกัน
Communist Architecture ก็คือสถาปัตยกรรมในยุคสมัยของคอมมิวนิสต์นั่นล่ะครับ หากพูดงี้ สิ่งที่เรานึกถึงอันดับเเรกๆก็คงหนีไม่พ้นโซเวียต ชาติคอมมิวนิสต์ตัวพ่อใช่มั้ยล่ะครับ(คล้ายๆอาร์ทตัวเเม่ 555) เเต่จริงๆเเล้ว Communist Architecture นั้นเเพร่หลายไปตามประเทศต่างๆซึ่งรับอิทธิพลของเเนวความคิดนี้มานะครับ ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาว่ากันต่อในบทต่อไป
Communist Architecture เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบโมเดิร์น ที่เกิดจากโซเวียต เริ่มในช่วงปี 1920 สถาปัตยกรรมรูปแบบนี้จะประกอบด้วยเทคโนโลยี และ งานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับสภาพสังคมคอมมิวนิสต์ สถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์แตกแขนง และ พัฒนามาจากรูปแบบ Constructivism ซึ่งได้รับอิทธิพลการเคลื่อนไหวของประเทศรัสเซียบ้านเกิด ซึ่งเป็นการดัดแปลงระบบมุมมองแบบ Cubist 3 มิติ สำหรับสิ่งที่ไม่ใช่สถาปัตยกรรมที่เป็นรูปแบบแบบ Kinetic หลังจากที่รัสเซียมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก็ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของสังคม และทำให้เกิดความต้องการใหม่ๆในงานก่อสร้าง และ อุตสาหกรรม จึงได้มีการใช้สถาปนิกผู้มีความสามารถในการจัดการสเปซ และ จังหวะของตัวอาคาร ผสมผสานระหว่าง Pure Art และ Productivist เช่น Alexander Rodchenko , Varvara Stepanova และ Vladimir Tatlin ผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบที่กล่าวมาข้างต้น
การพัฒนา สถาปัตยกรรมโครงการแรกเริ่มในปี 1919 ใน St.Petersberg โดย วลาดิเมียร์ ทัทลิน ใช้วัสดุในการก่อสร้างคือ เหล็ก และ กระจก ในเวลาต่อมาโครงการที่ได้รับความสนใจคือ Lenin Tribune โดย El Lissitzky ในระหว่างช่วงสงครามรัสเซีย โดยตัวสถาปัตยกรรมต่างๆจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับอาคารยุคใหม่ของทางตะวันตก เช่น Sky Scrapers ของนิวยอร์ค และ ชิคาโก หลังจากสงครามรัสเซียจบลง USSR ต้องการโครงการใหม่ๆในการก่อสร้างสถาปัตยกรรม จึงได้มีการก่อตั้งโรงเรียนที่สอนสถาปัตยกรรมศาสตร์ขึ้นได้แก่ Vkhutemes ในปี 1921 ซึ่งมีอาจารย์ผู้สอนคือ Nikolai Ladovsky หลักสูตรการเรียนการสอนเน้นที่ฟังก์ชั่น และ ความมหัศจรรย์ การสะท้อนถึงสภาพจิตใจ ออกมาผ่านฟอร์มอาคาร ในปี 1923 – 1935 เกิด Sky Scrapers ที่ออกแบบโดย Lissitzky และ Mart Stam และ มีพาวิลเลียนออกแบบโดย Konstatin Melkinov ที่แสดงถึงความต้องการที่แน่ชัดของทีมออกแบบ Melkinov ยังเป็นผู้ออกแบบโซเวียตพาวิลเลียน ในงาน Paris Expo ในปี 1925 อีกด้วย ซึ่งมีรูปแบบใหม่ และออกแบบห้องภายในโดย Rodchenko ต่อมาเทคโนโลยี และ แนวคิด ในการก่อสร้างเริ่มถูกแสดงออกในปี 1923 ชัดมากขึ้นโดยเน้นการใช้หลัก Functionalism เช่น โครงการบ้าน Ernst May และเริ่มใช้รูปแบบซ้ำๆกันในการออกแบบที่พักอาศัย โดยเน้นที่การใช้คอนกรีต และ กระจก ทั้งที่อยู่อาศัย ตึกทั่วไป โรงแรม และ อพาร์ทเมนต์ รูปแบบใหม่ของสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์นั้นเริ่มเปลี่ยวนแปลงกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำเมืองในทุกๆวันของชีวิตสังคมโซเวียต สถาปัตยกรรมที่เป็นที่กล่าวถึงคือ Alexey Shchusev Tower ในมอสโค
การออกแบบเมือง ความต้องการในการนำรูปแบบคอมมิวนิสต์มาออกแบบผังเมือง เริ่มต้นในปี 1925 บ้านพักต่างๆถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับส่วนต่างๆของเมือง โดย สถาปนิก มีการออกแบบอาคารสาธารณะ สถานศึกษา ออกแบบโดยสมาชิกกลุ่ม ASNOVA งานสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ของคอมมิวนิสต์ออกแบบเพื่อหวังว่าจะแสดงออกถึงการพัฒนาในสังคมของตน จากนั้นก่อนเกิดทฤษฎีของ Mikhail Okhitovich ซึ่งกล่าวถึงระบบ 1 บุคคล หรือ 1 ครอบครัว คือการก่อสร้างอาคารเชื่อมต่อกันโดยมีเส้นทางการสัญจรเป็นเครือข่าย แบ่งพื้นที่ขนาดใหญ่ สำหรับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น และ รูปแบบใหม่
แนวคิดของสถาปัตยกรรมแบบคอมมิวนิสต์ เปรียบดั่งการลงกวีคอนกรีตนิพนธ์ของโซเวียตให้แก่เมืองขึ้นของตน ให้อาคารเหล่านั้น แสดงออกถึงความแข็งขัน ดุดัน มีระเบียบ ความยิ่งใหญ่ ดังเช่นที่พบในสถานที่ราชการทั่วๆไป หรือรูปแบบอาคารที่พักอาศัยที่ลักษณะเหมือนกันหมด ใช้วัสดุง่ายๆ ออกแบบง่ายๆ เป็นModern Architecture เหมือนกับการรับไม้มาต่อจากเหล่า Constructivism ผสมการหยิบยืมจากอดีตนั่นเอง
ลักษณะของ Communist Architecture บางคนอาจรู้สึกไม่เข้าใจในความหมายของสิ่งก่อสร้างเหล่านี้เนื่องจากไม่ได้มีชีวิตอยู่ในประเทศที่มีสังคมในเเบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งที่ผมจะยกมากล่าว จะเป็นเรื่องราวของสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ในเมืองปราก ซึ่งเป็นเมืองที่ถูกรายล้อมไปด้วยป่าคอนกรีต เเละ สถาปัตยกรรมในยุคคอมมิวนิสต์ ที่หลายๆสถานที่นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อสังคม เเละ มีความสวยงามเฉพาะตัวอยู่ เช่น the Crowne Plaza Hotel รวมถึงบ้านที่อยู่อาศัยที่สร้างด้วยคอนกรีตเพื่อการใช้ชีวิตในสังคมซึ่งตั้งอยู่มากมายเเถวชานเมืองปราก ซึ่งหากคุณๆได้ลองไปสัมผัสกับเมืองเเห่งนี้( ช่วยเตรียมเงินไว้ด้วยนะครับ เพราะเงินคือปัจจัยหลัก ที่จะทำให้เราได้ออกไปเปิดหูเปิดตาต่างประเทศได้สมใจ ) คุณจะได้พบกับสิ่งก่อสร้างที่มาจากคอนกรีตมากมายนับไม่ถ้วนจริงๆ สำหรับ สถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ที่ผมกล่าวถึง
เเละเเล้วก็ถึงเวลา คราวนี้ผมจะยกตัวอย่างสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ที่น่าสนใจให้ได้รับชมกัน
อันดับเเรก The Former Parliament Building
สถานที่เเห่งนี้คือพิพิธภัณฑ์ ซึ่ง เน้นการใช้คอนกรีต เเละ กระจกขนาดใหญ่ ตามรูปเเบบของงานสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ ช่วงปี1966-1973 tสถานที่เเห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่จากบ้านเก่าๆ เพื่อก่อสร้างใหม่ให้เป็นรูปเเบบคอมมิวนิสต์ในยุคที่กำลังรุ่งเรือง ให้กลายเป็นที่หลบภัยนิวเคลียร์ เเละจากกระเเสเรียกร้องในการเปลี่ยนเเปลงในช่วง1989 สถานที่เเห่งนี้จึงได้เปลี่ยนเป็นสถานีวิทยุสำหรับยุโรปซึ่งได้มาเช่า ทำสัญญาใช้สถานที่กับประธานาธิบดี Vaclav Havel ในราคาที่ถูกมากต่อเดือน จนสถานีวิทยุได้ย้ายที่ทำการใหม่ เเละ เอกสิทธิ์ของสถานที่ได้ถูกคืนกลับไปสู่ประเทศของตนจริงๆ สถานที่เเห่งนี้จึงได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Musuem ในที่สุด อันดับที่สอง ได้เเก่ Hotel Crown Plaza สำหรับสถานที่เเห่งนี้ มักจะรู้จักกันในนาม Druzba, Hotel Cedok, International Hotel เเละ Holiday Inn ซึ่งจัดว่าเป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่มากในกรุงปราก ถูกก่อสร้างในปี1952 ถึง 1954อาคารเเห่งนี้เปรียบดั่งฝันที่เป็นจริงของ Stalin( ชื่อนักออกเเบบ )ซึ่งได้รับเเรงบันดาลใจมาจากกลุ่มตึกระฟ้า Seven Sisters ในเมืองมอสโค The Hotel Crowne Plaza มีความสูง 88 เมตร16 ชั้น มีที่พักเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยว 600 คนขึ้นไป ภายในประกอบด้วยกำเเพงหลากสีสัน เเละ ประตูกระจกที่สวยงาม( เขาโฆษณาว่าอย่างนั้น ) ซึ่งโรงเเรมเเห่งนี้ได้เปลี่ยนเเปลงเเนวคิดของสีเเดงในสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ ให้กลายเป็นสีเขียวที่เป็นตัวเเทนของเงินตรา เเละ สังคมเมืองหลวง อันดับที่สามมมมมม.....The Zizkov Television Tower The Zizkov Television Tower เป็นอาคารที่สูงถึง 216 เมตร นับเป็นอาคารที่สูงที่สุดในเมืองปราก( ว้าว ) ก่อสร้างขึ้นในปี1985 ถึง 1992 เริ่มต้นโดยคอมมิวนิสต์ซึ่งต้องการจะสร้างอาคารที่จะสามารถเปลี่ยนเเปลงทัศนียภาพเส้นขอบฟ้าของเมืองปราก เเละ ทำลายภาพพจน์เก่าๆในบริเวณที่อาคารเเห่งนี้ตั้งไว้ ความพิเศษของอาคารนี้คือได้มีการประดับด้วยประติมากรรมรูปเด็กทารกสีเงิน ปีนป่ายอยู่บนพื้นผิวภายนอกของอาคาร( ซึ่งหน้าตาไม่ได้น่ารักเลย ได้เเต่ความเเปลก เเต่ด้วยความประหลาด น่าฉงน ปนสงสัย ว่าทำไมมันต้องเอาไอ้เด็กปลอมๆพวกนี้ไปเกาะบนตึกด้วย ก็ได้สร้างความเเปลกใหม่ เเละ ความประทับใจให้เเก่นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมได้เป็นอย่างมาก ซึ่งเราคงต้องยกย่องความสามารถของ David Cerny อาร์ทตัวพ่อผู้ออกเเบบความพิลึกเเบบนี้ให้ลงตัวได้เเบบนี้ รวมทั้งอาคารเเห่งนี้ยังนับว่าเป็นจุดชมวิว( เเน่นอนล่ะ สูงสุดในเมืองเเล้วนี่ ) เเละ เป็นภัตตาคารลอยฟ้าไปในตัวด้วยเช่นกัน สถานที่สุดท้ายที่ผมจะขอยกตัวอย่าง ได้เเก่ The Panelaks อาคารคอนกรีตเเห่งนี้อยู่เเถวชานเมืองปราก เป็นที่สำหรับอยู่อาศัยขนาดใหญ่สำหรับประชาชนที่มีคลาส( คนที่มีเงินนั่นเเหละครับ ) โดยได้รับเเรงบันดาลใจมาจาก Le Corbusier ซึ่งต้องการที่พักอาศัยที่เพียงพอสำหรับเมืองขนาดเล็ก เเต่สุดท้ายอาคารเเห่งนี้ก็ไม่ต่างไปจากรูปเเบบเดิมๆของสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์ ใช้คอนกรีตเหมือนเดิม สีเทาเหมือนเดิม .... จากที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด เราก้จะได้พบว่า สถาปัตยกรรมในยุคสมัยคอมมิวนิสต์นั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากในการตกเเต่ง เเละ การก่อสร้าง เนื่องมาจากกระเเสในสังคมคอมมิวนิสต์ ที่ไร้การเเบ่งเเยก ต้องการความเเข็งขัน ป็นระเบียบเเบบเเผน จึงทำให้อารมณ์ของตัวงานเเสดงออกเช่นนี้ เเต่ถ้ามองจากมุมมองของตัวผมเอง ผมก็มองว่าเป็นสถาปัตยกรรมในอีกรูปเเบบหนึ่งที่มีความคลาสสิคนะครับ เเละถ้าเอาจริงๆผมกลับมองว่า รูปเเบบสถาปัตยกรรมคอมมิวนิสต์นี้ ไม่ได้เเตกต่างไปจากสถาปัตยกรรมที่เราพบเห็นทั่วไปเลย เเม้ประเทศเราจะเป็นประชาธิปไตยก็ตามที วัสดุก่อสร้างเป็นคอนกรีต ก็ใช้กันทั่วโลก สีหลักเป็นสีเทา ผมก็ว่ามันเป็นสีหลักๆของพวกตึกทั่วๆไปอยู่เเล้ว เเต่การได้ลองมาค้นหา ข้อมูลของ Communist Architecture ก็ทำให้ผมได้เห็น ได้รู้จักกับสถาปัตยกรรมในอีกรูปเเบบหนึ่ง ที่บางคน อาจมองสิ่งเหล่านี้เเค่ผ่านๆ เเต่ผมคิดว่า อาคารเเต่ละเเห่งนั้น หากเราตั้งใจมองพวกมันให้ดีๆ อาคารเหล่านี้ บ่งบอกยุคสมัย เเนวคิด เเละ ความต้องการของผู้ออกเเบบ สื่อออกมาเเม้มันอาจจะไม่โทนโท่ อาจจะเข้าใจยาก เเต่หากเราลองทำความเข้าใจกับมันดู เราจะได้เห็นอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ ผมคิดยังงั้นนะ
7月22日 FIELD TRIP สถ.5ก้าวเขาสู้ชีวิตของ สถ.5 ได้ไม่กี่สัปดาห์ ก็ได้ไปทริปเเถบภาคเหนือ.....
ได้ไปเที่ยวเเล้วว้อย ดีใจๆ ความคิดเเรกเป็นยังงี้ โดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันจะเหนื่อยได้ใจขนาดนี้
พวกเราออกเดินทางในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎา จากคณะ ด้วยรถคณะ ซึ่งมีพี่เเป๊ะเป็นคนขับ พวกเราเเต่ละคนสนุกสนาน ร่าเริง ดีใจที่ได้ออกเที่ยวเป็นหมู่คณะใหญ่ขนาดนี้ กีต้าร์ 1 ตัว ดีดมันเข้าไป ร้องเพลงตลอดทาง โดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนเเล้ว พี่เเป๊ะก็ขับรถไปเรื่อยๆ จนในที่สุด เราก็ได้มาถึงสถานที่เเรกกัน นั่นคือ บ้านเขาเเก้ว จังหวัดสระบุรี ของอาจารย์ทรงชัย พวกเราเดินเข้าไปก็พบกับลานกว้าง(ใหญ่ชะมัด) นั่งเลคเชอร์อาจารย์จิ๋วอยู่สักพัก(ซึ่งเหมือนกับรายการเจาะประเด็นอะไรซักอย่าง หรือเรารู้สึกไปเองไม่รู้) ก็ได้เดินวนรอบๆตัวบ้าน ....ใหญ่จริงๆ ทำไมมันใหญ่ขนาดนี้เนี่ย มีบ่อนำด้วย ทุกอย่างดูลงตัวดี ภูมิปัญญาคนไทยนี่ไม่ธรรมดานะเนี่ย เดินถ่ายๆๆๆๆ ถ่ายรูปมันเข้าไป จนพักรับประทานอาหารที่หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน บรรยากาศดี อาหารใช้ได้ ที่สำคัญ ที่ตรงริมนำที่ได้นั่งกินข้าวนี่ มันช่างชิวเสียนี่กระไร พอกินข้าวอิ่มปุ๊บก็ได้ชมการเเสดงจากน้องๆ น้องๆอายุยังน้อยๆอยู่เลย เเต่ก็เเสดงการร่ายรำได้เก่ง น่าชื่นชมจริงๆ จบเเล้วเราก็เดินทางขึ้นรถต่อ เดินทางไปที่ต่อไป ตื่นเต้นๆว่าจะได้ไปที่ไหนต่อ เเล้วเราก็มาลงจอดที่โบราณสถานวัดพระนอน ซึ่งมีศิลาเเลง เเละ รั้วโดยรอบเป็นเเนว มีเเลนด์สเคปที่สวยงาม ตะลุยถ่ายๆๆๆ ถ่ายรูปต่อไป ถ่ายเสร็จบริเวณใกล้เคียงมีงานเวียนเทียน ผู้คนที่ศรัทธามาร่วมพิธีพอประมาณ เดินรอบๆไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปองค์พระขนาดใหญ่(จริงๆ) เสร็จก็มืดเเล้ว ขึ้นรถไปถึงที่พักที่ลำปาง โอยยย... เหนื่อยจริง(ผมบ่นในใจ) เข้าห้อง วางของ ก็ไปหาข้าวทาน เเล้วก็หลับเลย หลับเป็นตาย การเดินทางไกลนี่มันลดพลังงานได้ดีจริงๆ...
วันที่สอง วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎา ตื่นเช้ามางัวเงียนิดหน่อย จัดการทำความสะอาดร่างกาย เเล้วออกไปกินข้าวเช้าที่ข้างๆโรงเเรม ร้านข้าวซอย เห็นอาจารย์บอกกันว่า อร่อยนัก จัดไป ข้าวซอยเนื้อ 1 ที่ นั่งกิน...ทำไมมันเค็มอย่างเดียว ลองใส่พริกดู เผ็ด!! ลืมไปว่ากินเผ็ดไม่ค่อยได้ ทานเสร็จก็ขึ้นรถเตรียมเดินทาง สถานที่ต่อไปคือ วัดเสลารัตนปัพพตาราม ซึ่งเป็นวัดที่มีศิลปะเเบบล้านนา มีลานทรายขนาดใหญ่(อีกเเล้ว) เเต่บรรยากาศในวันนี้มันชื้นไปหน่อย(จริงๆมันมากเกินไป)เนื่องจากฝนตก ถ่ายรูปไป ก็กลัวว่าจะเป็นหวัดไป เเต่ก็ทำให้ได้เห็นมุมมองอีกเเบบของสถาปัตยกรรม ในรูปเเบบเก่าๆเเละอากาศชื้นๆ? ต่อกันที่ วัดพระธาตุลำปางหลวง พอลงรถปุ๊บ เจอทันที ทีเด็ดลำปาง รถม้าๆๆๆ เเต่ไม่ได้นั่ง.....ฝนยังคงตกอยู่ เริ่มเดินตามอาจารย์ขึ้นไปบนวัดซึ่งสูงมาก พื้นบันไดเปียกๆ เเละความสูงของมันเเล้ว สำหรับผมที่กลัวความสูงที่สุดในโลกนั้น ช่างทำให้รู้สึกหวาดกลัวว่าจะหกล้มหัวทิ่มเป็นอย่างมาก เเต่ก็ขึ้นมาถึงข้างบนจนได้ ซุ้มประตูวัด สวยงาม เเละ พอเดินเข้าไปก็พบว่า ที่วัดเเห่งนี้ยังอยู่ในช่วงบูรณะอยู่ วัดนี้มีขนาดใหญ่พอสมควร ก็ถ่ายมันต่อไป จนไปถึงอีกวัดหนึ่ง วัดโปงยางคก ซึ่งเป็นวัดขนาดไม่ใหญ่เท่าไรนัก ที่เด็ดกว่าคือเเบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป ซึ่งดูเหมือนจะชาร์ตเต็มเเล้ว กลับหมดสนิท สิ้นสมรรถภาพในวัดนี้ อย่างหามิได้....เเละก็ได้เดินทางไปอีกหลายที่ พอช่วงหลังๆจะเป็นเเวะถ่ายรูปบ้าน ซึ่งอ.จิ๋ว เเกถูกใจบ้านไหน บ้านหลังนั้นจะถูกบุกรุกทันที(ผมรู้สึกยังงั้น)ด้วยกำลังนักศึกษามหาศาลที่เข้าล้อมบ้านในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที....น่ากลัว ซึ่งคนต่างจังหวัดใจดีมาก ให้ถ่ายรูปง่ายๆ พูดจริงๆถ้าเป็นบ้านผมโดนยังงี้ ผมคงตกใจเเละหงุดหงิดน่าดู จบวันที่สอง เหนื่อยยยยยยยยย.....เปียกกกกกก.....เริ่มหายามากิน เเละ หลับเป็นตายหนักกว่าวันเเรก
วันที่สาม วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม กินข้าวร้านเดิม ข้าวซอยเค็มเหมือนเดิม.....ตระเวณถ่ายรูปบ้านต่อ...ฝนยังคงไม่หยุดตก มันตกทั้งวันจริงๆ ให้ตายเถอะโรบิ้น(โรบิ้น มันเป็นใคร!?) มีพระพาเดินทัวร์หมู่บ้าน ซึ่งมีบ้านโบราณเพียบ!! ไปหลายบ้านมาก ถ่ายๆๆๆๆมันเข้าไป(อีกเเล้ว) พอเริ่มเย็นก็ไปที่วัดข่วงกอม ความรู้สึกเเรก...รู้สึกมันเท่ห์ดีเเฮะ มันไม่เหมือนวัดทั่วๆไป ยังไงไม่รู้ เเค่การจัดเรียงกำเเพงก็เเนวเเล้ว เดินลุย ลงนากว่าจะไปถึงที่ๆอาจารย์ว่าสวยๆได้ โคลนตมมากมาย มีคนลื่นบ้างรึเปล่าผมไม่รู้ รู้เเค่ถ้าตัวเองลื่นนี่ งานเข้าเเน่ ข้ามสะพานไป ง่อนๆเเง่นๆ จะพังเเหล่มิพังเเหล่ โอ้ ชีวิตมันช่างเร้าใจเหลือเกิน มีเรื่องให้เสียวไส้ได้ตลอด พอดึกเข้านี่เเหละ วัดข่วงกอมเริ่มเปิดไฟ สวยงามมม!! สดชื่นนนน!! (เเบบอาจารย์ตี๋) เเต่มันก็สวยจริงๆ มันเหมือนการประยุกต์หลายๆอย่างเข้าด้วยกัน ถ้าให้ผมพูด คือผมรู้สึกว่า สามวันที่ผ่านมา ที่นี่ได้ใจผมที่สุดเเล้ว อาจเพราะผมไม่ชอบอะไรที่เก่าๆนัก..ก็เป็นได้ เเต่วัดนี้มีอะไรที่ต่างออกไป สรุปคือ ชอบ กลับมาที่พักเหมือนเดิม ชำระล้างร่างกาย เเล้วสลบไปในทันใด....จบวันที่สามเเบบเบลอๆ
วันที่สี่ วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม วันนี้รู้สึกเเย่ๆ ผิดใจกับเพื่อนนิดหน่อย(พวกมันคิดว่านิดหน่อย) เดินถ่ายรูปคนเดียว(ซึ่งชินเเล้ว) ไปเรื่อยๆที่วัดพระเเก้วดอนเต้าสุชาดาราม วัดใหญ่มาก ที่สำคัญสวยดี เเต่ผมกลับรู้สึกเเปลกๆ ว่าทำไมมันไม่ร่มรื่นเท่าที่ควร ดูเเล้ววัดนี้มีความใหม่อยู่ ถ่ายไปถ่ายมา ลองเข้าไปเสี่ยงเซียมซีเล่นๆบ้าง มันทำนายว่าจะดีทุกอย่าง...จริงรึเปล่าไม่รู้ รอดูต่อไป เดินทางไปเรื่อย ถึงวัดปงสนุก ที่นี่ เหล่าผู้เคยขาดวิชาโปรเฟส 2 ครั้ง ก็ได้รับงานอันหนักหน่วง พกกลับบ้านไปอย่างสบายใจ!? ถึงเที่ยงไปวัดศรีรองเมือง หาข้าวกินก่อน หาร้านข้าวไม่เจอซะด้วย ซื้อกินมันตรงเซเว่นเเทน เเล้วก็เดินกลับมานั่งกินคนเดียวเเถวๆหน้าวัด ก็มีคุณลุงคนนึงเข้ามาคุยด้วย เอานําเย็นๆมาให้กิน ก็รู้สึกดีที่เค้าใจดีกับเรา เเต่เเกตัดผมได้เเนวมาก ตัดทรงบีทเทิลส์ซะด้วย...ทำให้ผมงงๆเกี่ยวกับสไตล์ของเเก คุยด้วยซักพักก็เดินเข้ามาถ่ายรูปในวัด ที่กำเเพงด้านล่าง มีร่องรอยผุกร่อนของอาคารอยู่เยอะพอสมควรเป็นรอยใหญ่ๆ ถ่ายรูปเก็บไว้เรื่อยๆ เจดง เจดีย์ หลังคา สเปซ ทั้งหลายเเหล่ เสร็จก็ไปถ่ายบ้านคนต่อ หลายๆคนในรถเริ่มงอเเง ไม่อยากลงจากรถเนื่องจากเหนื่อยเเละฝน ที่ตกเเบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุด(ผมก็เป็นคนนึงที่เเอบไม่อยากลง) เสร็จเเล้วอาจารย์จิ๋วก็พาไปกินอาหารพื้นเมือง รสชาติเฉยๆ.....อาจเพราะผมเคยชินกับอาหารกลาง เเละ ใต้ มากกว่า จึงไม่ค่อยถูกใจอาหารชาวเหนือซักเท่าไหร่ ได้ลองกินกบทอดรั้งเเรกในชีวิตเนื่องจากเพื่อนสั่ง ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ กินเสร็จก็ขึ้นรถ เพื่อนๆเริ่มไอค่อกๆเเค่กๆ ทำให้เริ่มหวาดๆว่าในอาหารที่กินไป มีอะไรไม่ดีใส่อยู่ หรือ มีไข้หวัด2009 เเถมมาด้วยรึเปล่า...เเต่สุดท้าย ก็ไม่เป็นไร โชคดีไป ถึงที่พักที่สนามกีฬา ที่จังหวัดเชียงใหม่....ห้องจะใหญ่ไปไหน นอนอัดกัได้เยอะมาก ในคืนนั้นมีเพื่อนบางคนออกมาเเก้ผ้าวิ่งที่สนามกะสร้างตำนาน...ตื่นเช้ามาเป็นหวัด เซ่อจริงๆ
วันที่ห้า วันพุธที่ 8 กรกฎาคม ไปพระวิหารหอคำหลวง เเละ ไปดูโรงเเรม ยูเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเเรมที่นำสถาปัตยกรรมไทยมาประยุกต์ใช้ในการออกเเบบ ดูเข้าท่า เเละ สวยงามดี ตามด้วยวัดทุ่งอ้อ เเละ วัดอินทราวาส(ต้นเกว๋น) วัดนี้นี่ประเด็นเลย งานเข้าจนได้ สำหรับคนขาดโปรเฟส1ครั้ง เเต่เป็นวัดที่สวยงามดีเรื่องการก่อสร้าง เเละ การจัดเเลนด์สเคปรอบๆ มีลานทรายขนาดใหญ่ รอบบริเวณวัด ถ่ายรูป เก็บรายละเอียด เนื่องจากต้องนำไปใช้ในการตัดโมเดลวิชาโปรเฟส ขอบคุณพี่ปริญญาโทที่พกตลับเมตรมาให้พวกผมยืม เย็นๆ จริงๆก็ดึกเเล้ว อาจารย์พาไปเเวะไนท์บาซ่า(วู้เย้) ได้ความรู้สึกเดินเที่ยวจริงๆซักที หาข้าวกิน อาหารเเพงมาก ถึงมากที่สุด เข็ดเลย จากนั้นก็เดินเที่ยวซื้อของฝากน้องๆรหัสทั้งหลาย ครอบครัว พ่อ เเม่ น้องสาว เเละที่รัก(ฮ่าๆ) หมดเงินไปพอประมาณ พอตัวเริ่มเบา(เนื่องจากเงินหายไปจากกระเป๋าตังค์) ก็ได้กลับที่พัก นอนอัดมันเข้าไปเกือบ 20 คน ดีอย่างที่ผมเป็นคนที่บทจะนอนคือนอน ประสาทรับรู้ทุกอย่างจะถูกชัทดาวน์หมด เสียงเอะอะอื้ออิงทั้งหลายในห้องจึงไม่สามารถมารบกวนผมได้ จบไปอีกในวัน...วันนี้รู้สึกสนุกดี
วันที่หก วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ได้ไปกินข้าวที่ ม.เชียงใหม่ น่าเเปลกใจจริงๆ รู้สึกวันนี้เพื่อนๆทำตัวหล่อ ออกนอกหน้าผิดปกติ(เเต่ผมก็พอเดาใจพวกมันได้) ไปถึงมหาลัยเค้าก็สวยดี อาหารราคาไม่เเพง อร่อย เเละที่สำคัญสุดๆ ขาวมาก(สาวๆ) ก็ตื่นเต้นกันไปตามระเบียบพวกห่างไกลความสวยงาม ทานข้าวเสร็จ อิ่มหนำทั้งหนังท้อง เเละ อิ่มอกอิ่มใจกับความขาว เเล้วก็ไปต่อกันที่ ศูนย์วัฒนธรรม เรือนไทลื้อ นั่งฟังเลคเชอร์ไปพลาง ถ่ายรูปไปพลาง เพื่อนก็เหยียบพื้นบ้านหักซะงั้น อันตรายจริงๆความเก่าของที่เเห่งนี้ เเต่เป็นที่ๆมีบริเวณมาก เเละ มีอาคารหลายหลังที่สวยๆ ก็เดินไปเดินมาถ่ายรูปต่อไปเรื่อยๆ หมาที่บ้านน่ารักดี ได้มาที่นี่ทำให้รู้สึกซึมซับสถาปัตยกรรมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยมากขึ้น(ถึงเวลานี้ ผมเริ่มเอียนวัดเเล้ว) ถ่ายเสร็จก็นั่งรถต่อที่หมู่บ้านหาดผาคัน อยู่ที่นี่ ถ่ายรูปทั้งวัน พวกบ้านเรือนต่างๆที่เก่าเเก่มีเยอะ เมมกล้องก็ใช้เยอะ ถ่ายไปจนเเบตหมด เมมเกือบเต็ม ก็ได้กลับที่พัก โชคดีที่เพื่อนเอาโน้ตบุ๊คมา เลยฝากไฟล์รูปไว้ได้ วันนี้ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่นัก เพราะเหมือนได้เจออะไรใหม่ๆบ้าง ได้ถ่ายรูปสถานที่อื่นๆมั่ง(ที่ไม่ใช่วัด) ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นกลับมาอีกครั้ง
วันที่เจ็ด วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ไปที่สนามบินสุโขทัยที่เป็นสนามบินที่ได้รับรางวัลบ่อยมาก สวยจริงๆสมคำโว การออกเเบบที่เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อมเเละการผสมผสานเสน่ห์ของความเก่า เเละ ความโมเดิร์นเข้าด้วยกันอย่าลงตัว ทำให้สามารถสะกดใจ เเละ ต่อมรับรู้เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม ได้เป็นอย่างดี พี่ผู้ดูเเลได้พาพวกเราขึ้นรถพาทัวร์สนามบิน ยิ่งทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจ กับความกว้างใหญ่ไพศาลของบริเวณโยรอบขึ้นไปอีก มีกระทั่งสัตว์ป่าให้ชม นี่เเน่ใจเเล้วนะว่าเป็นสนามบิน(ผมคิดในใจ) ขึ้นรถถ่ายรูปไปเรื่อยๆก็สะดุดกับการจัดต้นไม้บริเวณสนามบินซึ่งพี่เขาบอกว่าจัดเป็นรูปเเบบให้เหมือนกับลายผ้า ซึ่งมีสีสันที่สวยงามมาก ติดตรงที่วันนั้นเเดดร้อนเปรี้ยงไปหน่อย พอเที่ยงก็มาไปกินข้าวที่ร้านอาหารในโซนสนามบิน ทำนานมาก รอเเล้วรออีก บะหมี่เเค่1ชาม ทำไมทำนานจัง เสร็จก็เดินทางไปอีกที่ ที่ศูนย์ศึกษา เเละ อนุรักษ์ตาสังคโลก ซึ่งมีการออกเเบบเหมือนจัดโดยนักออกเเบบเเลนด์สเคป คือกำหนดจังหวะ เเละ มุมมองบรรยากาศการเข้าถึงไว้ทั้งหมด ก็ถ่ายรูปไปเรื่อย ตักตวงความรู้ทั้งหลายเเหล่(เป็นบางครั้ง) ไปต่อที่ศูนย์บริการข้อมูลซึ่งที่นี่ก็ได้ความรู้มากมายเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโบราณสถาน เเละ ต่อด้วยวัดทุ่งศรี วัดเจดีย์เจ็ดเเถว เเละ วัดช้างล้อม มาถึงนาทีนี้เริ่มรู้สึกเหนื่อยมากเเล้ว ความทรงจำเริ่มขาดๆหายๆ พอกลับถึงที่พักเท่านั้น ทานข้าว จัดการกับตัวเองให้สะอาดเสร็จก็สลบไปในทันที จบไปอีกหนึ่งวันที่เริ่มหนักขึ้นอีกครั้ง
วันที่เเปด วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม เนื่องจากการบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่ง ถ่ายรูปในทุกที่ๆ ในหลายๆวันที่ผ่านมา โดนทั้งฝนอันหนาวยะเยือก เเละ เเดดพิฆาตอันร้อนเเรง ทำให้สภาพร่างกายเริ่มโอเวอร์ฮีท มีอาการปวดหัวพอเป็นกระสัย เเละ มึนๆกับสภาพเเวดล้อม จึงจำข้อมูลไม่ค่อยได้มากเท่าไรนัก ช่างเป็นวันที่ทรมานจริงๆ ที่พอจำได้คือได้ไปที่ไหนมั่ง เช่น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง วัดกุฎีราย วัดมหาธาตุ วัดศรีสวาย วัดพระพายหลวง เเละ วัดศรีชุม เหมือนกับโปรเเกรมการเดินทางเริ่มวนกลับมาที่วัดอีกครั้งหนึ่ง ผมเดินเบลอๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ฟังอาจารย์พูดอธิบายก็ไม่ค่อยเข้าหัว(มึน) เเต่ที่รู้สึกได้คือ วัดเหล่านี้นั้น ก็มีศิลปะ มีรูปเเบบทางสถาปัตยกรรมที่เเตกต่างกันออกไป เเม้การจัดเเลนด์สเคปจะดูคล้ายคลึงกัน เเต่เเต่ละเเห่งก็เเสดงความสวยงามของตนเองออกมา.....ผมคิดว่าสำหรับนักออกเเบบเเล้ว คงจะมองงานเหล่านี้ เป็นความงดงามทางสถาปัตยกรรม เเต่สำหรับผม ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา ผมรู้สึกว่าสิ่งที่งดงามที่วัดเหล่านี้เเสดงออกมานั้น มันคือความงดงามที่เกิดจากความศรัทธา ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ เเละ เป็นเเรงบันดาลใจในการก่อสร้างวัดเหล่านี้มากกว่า เดินไป ถ่ายรูปไปทั้งวัน ก็จบวัน กลับที่พักหาข้าวกิน เเล้วก็นอนหลับ อาการจะไข้ไม่ไข้ เริ่มเพลาๆขึ้น หัวที่ปวดเริ่มปวดน้อยลง เเต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือ ความรู้สึกเหนื่อย
วันที่เก้า วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม วันสุดท้ายเเห่งการเดินทางของวัยรุ่น สถ.5 ผมตื่นเข้ามาด้วยอาการกระปี้กระเป่า เพราะไข้ที่ดูเหมือนจะขึ้นได้หายสนิทเเล้ว จัดการเเต่งตัวเเล้วรีบลงไปกินข้าวที่ร้านตรงข้ามโรงเเรมซึ่งขายก๋วยจั๊บ เสร็จเเล้วก้ขนของขึ้นรถเตรียมออกเดินทาง เอ้า เล็ทส์โกๆ พี่เเป๊ะก็บึ่งเลย ที่เเรก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ....คนเยอะมาก รู้สึกถึงพลังศรัทธาอย่างท่วมท้นหลั่งไหลออกมาเป็นออร่าสีทองจากตัวอุโบสถ(เว่อครับ เว่อ) ก็เป็นอีกวัดหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ทำบุญไป 20 ได้พระมา 1 องค์ เดินถ่ายรูปรอบๆ เหมือนพลังงานที่หายๆไปใน 2-3 วันที่ผ่านมาจะกลับมาอีกรอบ อาจะเพราะสภาพร่างกายดีขึ้น ถ่ายรูปเสร็จก็ออกไปรวมกับเพื่อนๆที่ข้างนอกวัดซึ่งมีของขาย ก็หาอะไรกินนิดๆหน่อยๆ จนอาจารย์เรียกให้ไปอีกวัดหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกันนัก คือ วัดราชบูรณะ ก็ถ่ายๆ เข้าไปฟังอาจารย์เลคเชอร์ในโบสถ์ เเล้วออกมาก็พบกับ ระฆัง(หรือฆ้อง) ผมเรียกไม่ถูก เเต่มันมีขนาดใหญ่มาก ที่เเปลกคือ เเค่ลูบๆๆๆ มันเท่านั้นมันก็จะส่งเสียงกังวาลออกมาเหมือนดั่งเสียงเบสชั้นดีที่ออกมาจากชุดโฮมเธียเตอร์ระดับสูง(ว่าเข้านั่น) ก็สร้างความมหัศจรรย์ใจได้ไม่น้อย เนื่องจากผมเป็นบุคคลที่มีความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์ระดับศูนย์เเล้ว(ไม่ใช่สูง) ยิ่งทำให้ฉงนกับระบบการกระจายเสียงของมันเข้าไปอีก ข้างๆก็มีที่ให้ทำบุญอะไรซักอย่าง จำไม่ได้ เเต่ที่จำได้คือต้องเดินขึ้น เดินลงต้นไม้เก้ารอบ ถึงจะทำเสร็จ พอเสร็จก็ไปหาอะไรกินที่วัดเดิม เย็นตาโฟเส้นใหญ่อร่อยดี จากนั้นก็ไปซื้อของฝากอีกนิดหน่อย วันนี้อากาศก็ยังคงร้อนอบอ้าวอีกเช่นเคย ทำให้เดินได้ไม่นานก็รู้สึกเหนียวๆครั่นเนื้อครั่นตัว มีเพื่อนบางคนซื้อคมเเฝก(เเบบในละครไทยเรื่องหนึ่ง) กลับบ้านไปด้วยสีหน้าดีอกดีใจ ซึ่งราคามันเเพงพอตัว(100 บาท) ซื้อของกันเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวกลับ ผมขึ้นไปนั่งบนรถรอคนมาครบ ระหว่างรอก็หยิบกีต้าร์มานั่งดีดเล่น นิดหน่อย รู้สึกโล่งๆ ใจนึงก็อยากเที่ยวต่อ อีกใจก็อยากกลับ สุดท้ายเมื่อคนมาครบก็เริ่มเดินทางกลับกัน ทุกคนเหมือนยังมีพลังเหลือเฟือกันอยู่ ก็นั่งร้องเพลง ดีดกีต้าร์ เล่นกันตลอดทาง จนถึงคณะโดยสวัสดิภาพ
เหนื่อย....เเต่ไม่ใช่ว่าจะไม่สนุก จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้มาทำอะไรเเบบนี้กับเพื่อนฝูง เเละ เหล่าอาจารย์ เป็นหมู่คณะที่ใหญ่ขนาดนี้ ผมคิดในใจตอนเดินทางกลับ หยิบกล้องขึ้นมาดูรูปที่ถ่ายๆไว้ ยอดรวมก็ปาเข้าไป 2000 กว่ารูปเเล้ว ไม่น่าเชื่อ ...เกิดมาผมไม่เคยถ่ายรูปเยอะขนาดนี้จริงๆ เเต่ก็ดีนะ ถ้าให้พูดตรงๆคือ ผมเป็นคนที่ไม่เคยรู้สึกอะไรกับสถาปัตยกรรมไทยเลย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ หรือว่าอะไร เเต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรกับมันเป็นพิเศษ เเต่จากการมาทริปครั้งนี้ เเม้เรื่องที่อาจารย์เลคเชอร์ ผมอาจจะฟังบ้าง ไม่ฟังบ้าง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เเต่ที่เเน่ๆ การได้ลงไปสัมผัสกับมันเอง สำหรับผมเเล้ว มันคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด การเรียนรู้ด้วยตนเอง ผมว่าคนอื่นๆ คงมีอีกหลายคนที่ไม่ต่างกับผมนัก คือเป็นพวกที่ไม่ค่อยสนใจจะรับฟัง หรืออ่านข้อมูลที่มีเท่าไรนัก เเต่จะเรียนรู้ได้ด้วยการลงมือ ลงเเรง ไปอยู่ในสิ่งนั้นจริงๆ ให้ทุกๆอย่างมันสลักเสลาไปถึงจิตวิญญาณ(โอ้โห)โดยไม่ต้องให้ใครเอาสิ่งเหล่านั้นมายัดเข้าหัวเราเอง มันทำให้ผมเข้าใจในสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น สิ่งที่เรียกว่า สถาปัตยกรรมไทย เเม้จบไปผมอาจจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้(หรืออาจจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับสาขาที่เรียนมาเลยด้วยซํา) เเต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกชื่นชมคนโบราณอยู่ในใจ ถึงเเนวคิด ฝีมือ อันเกิดจากความศรัทธาของพวกเขาที่มีต่อพระพุทธศาสนา ชื่นชมภูมิปัญญาชาวบ้าน ฝีมือในการสร้างที่พักอาศัยเเบบพื้นถิ่น ของพวกเขา เเละ ที่สำคัญ ที่ประทับใจมากที่สุดในการมาทริปหนนี้ คือ ความมีนำใจของชาวบ้าน ที่ต้อนรับพวกเราอย่างอบอุน เเละ เป็นมิตร
ทั้งหมดคงจะเป็นความทรงจำที่ดีๆของปี 5 เเม้มันจะเหนื่อยบ้าง เปียกบ้าง ร้อนบ้าง ไข้ขึ้นบ้าง ก็ตาม เเต่ก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งได้ไปสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ สถาปัตยกรรมเหล่านี้ สังคมเหล่านี้ ทั้งหมดเหมือนฝันไปจริงๆ เเม้ตอนนี้จะกลับมาสู่โลกเเห้งความจริงซึ่งมีการงานอันหนักหน่วงรออยู่เเล้วก็ตาม เเต่เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น ก็จะรู้สึกมีความสุข เเละ สามารถยิ้มออกมาได้
สุดท้ายก่อนจาก เราจะประมวลรูปที่ถ่ายๆมาในช่วงเวลา 9 วันซักหน่อย เชิญรับชม
12月9日 คนในความมืดเคยรู้สึกบ้างมั้ย ว่าในโลกนี้มันมีคนอยู่2ประเภท คือ คนที่อยู่เเต่ในเเสงสว่าง ผู้ซึ่งมีความสุขตลอดเวลา ไม่มีอะไรมากมายให้ทุกข์ระทมใจ ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย มีเเต่ผู้คนรักใคร่ สนับสนุน มิตรสหายมากมาย เป็นบุคคลที่พระเจ้ารักใคร่ ส่วนคนอีกประเภทนึง คือคนที่ได้เเต่อยู่ในเงามืดมาตลอด เเม้อยากจะออกไปไขว่าคว้าหาเเสงสว่างยังไงก็ตาม มันก็เหมือนเป็นเเค่ความเพ้อฝัน ขาดคนเข้าใจ สิ้นไร้ความหวัง ไม่มีเหลืออะไรซักอย่าง จนสุดท้ายก็กลายเป็นคนที่ว่างเปล่า ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกเเบบคนอื่นๆได้ ความรัก ความห่วงหาอาทร ความเข้าใจ มิตรสหายที่รักใคร่ มันเป็นยังไง ไม่เคยที่จะเข้าใจ มันเหมือนกับเดินอยู่บนทางที่มืดมนไม่มีที่สิ้นสุด พอเห็นเเสงสว่างลิบๆ มันก็คิดไปไกลว่าสามารถที่จะออกไปรับไออุ่นจากเเสงนั้นได้ ที่ตรงนี้ มันหนาวเหลือเกิน เเต่สุดท้าย เเสงสว่างนั้นก็พลันหายลับไปจากสายตา เหลือเเค่ความมืดมนที่อยู่รอบข้าง คอยกัดกินหัวใจ ที่อ่อนเเอเหลือเกิน ร่างกายเริ่มอ่อนเเรงลงเรื่อยๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะทําอะไร ไม่มีวันรับรู้ความสุขเเบบผู้อื่น ไม่มีวันได้รับความรักจากใครๆ ไม่เคยอยากจะเป็นเเบบนี้ มันคืออะไร ความเศร้ามากมายที่รุมประดาหัวใจ มันกดเราลงไปเรื่อยๆจมดิ่งสู่นรกที่อยู่ในใจของตนเอง ทําไม ใครเป็นผู้ทํา พระเจ้างั้นหรือ หากเป็นเเบบนั้น หากนี่คือบททดสอบของพระผู้เป็นเจ้า หากนี่คือการชดใช้ผลกรรมในอดีตที่เคยทํามา บอกชั้นทีได้มั้ย ว่าทําไม ทําไมต้องทํากันยังงี้ ผมไปทําอะไรให้ใครนักหนาท่านจึงทดสอบจิตใจผมเเบบนี้ มันมากมายเกินไป มันมีเเต่จะทําให้หัวใจผมอ่อนเเอลงเรื่อยๆ มันทําให้ผมท้อใจ ไม่ว่าจะทําเเบบไหน การกระทําทั้งหมดของผมก็ไม่มีใครเห็นเพราะตัวผมนั้นจมอยู่ในความมืดมน ท่านต้องการอะไรจากผม หรือท่านเห็นว่า คนอย่างผมมันรกโลกเกินไป ผมไม่เคยต้องการให้เป็นเเบบนี้ ผมเบื่อ เเละ เหนื่อยหน่ายเหลือเกิน กับบททดสอบของท่าน มันหลายครั้งมากเเล้ว ทําไมผมไม่สามารถมีความสุขเเบบคนอื่นๆได้สักที ผมพยายาม พยายามอยู่หลายครั้ง ตลอดเวลา ที่จะดิ้นรนเข้าไปหาสิ่งที่ส่องเเสงเข้ามาในตาผมนั้น สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดในชีวิต คือเเสงสว่าง เพียงเล็กน้อย ริบหรี่ ก็ยังดี มันอาจจะทําให้ผมมีความหวังในชีวิตได้บ้าง เเค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น ช่วยให้ผมสามารถติดต่อกับท่านได้สักทีเถอะ ผมอยากจะถามท่านเหลือเกินว่าทําไม เพราะในช่วงวินทีนี้ ผมเริ่มรู้ตัวเเล้ว ว่าใจผม ร่างกายผม กําลังตายลงอย่างช้าๆ ผมอยากเป็นมนุษย์ อยากรับรู้ความรู้สึกเเบบคนอื่นๆ ได้โปรด อย่าให้ผมต้องตายทั้งเป็นเลย 3月5日 living in shades of greyคุณเคยมั้ย ในการที่จะเเทนค่าความรู้สึกต่างๆที่คุณรู้สึก ออกมาเป็นสีๆ เช่นว่า เวลาที่คุณรู้สึกสนุกสนาน คุณมองว่า ชีวิตของคุณนี่ เปรียบได้ดั่งสีที่สดใส หรือตอนที่ คุณมีความรัก เเล้วคุณบอกว่า ตอนนี้มองไปทางไหน ก็เห็นเเต่สีชมพู นั่นเเหละ มันคือมโนภาพที่คุณคิดขึ้นมาเเทนค่า ความรู้สึกนั้นๆ เเบบที่ผมกล่าวตอนต้น ใช่มั้ยล่ะ ลองคิดดูนะครับ เเต่ละคนอาจเเทนค่าความรู้สึกต่างๆด้วยสีที่ไม่เหมือนกัน เช่น คุณเเทนค่าความสดใส ด้วยสีเเดง เเต่ผมเเทนด้วยสีเหลืองเป็นต้น เอาล่ะ เรามาทดสอบกันดีกว่า คุณลองทําตามผมนะ
ผมจะให้ชื่อเรียกของความรู้สึกต่างๆกับคุณ นิยามคงไม่ต้องนะ เเล้วคุณลองเเทนค่าความรู้สึกด้วยสีต่างๆที่คุณคิดว่าเหมาะสมดู ว่าเป็นไงมั่ง ลองดูนะครับ
1.ความรัก
2.สดใส ร่าเริง
3.บริสุทธิ์
4.ความเศร้าสร้อย ความหมองหม่น
เป็นไง ลองเเทนค่าความรู้สึกข้างต้น ด้วยสีต่างๆรึยัง ผมเชื่อว่า คุณคงจะได้เเต่ละสีไม่ตรงกันหรอก เพราะเเต่ละสีมันเกิดจากนิยามในใจของคุณ(เเต่รักนี่น่าจะเอาสีชมพูกันเยอะนะ) บางข้อที่ผมกล่าวมาก็เหมือนมีไอค่อนประจําคําพูดมันอยู่เเล้ว คือสีประจําที่มันควรจะเป็น ผมจะกล่าวถึงข้อสุดท้ายดีกว่า ความเศร้าสร้อย ความหมองหม่น เป็นไงครับ คุณเเทนความรู้สึกนี้ออกมาด้วยสีอะไร ผมว่าเเทบจะทุกคนเลยนะ ต้องเเทนออกมาด้วยโทนสีหม่นๆ ไม่ดําก้อเทา ใช่มั้ยล่ะ เพราะสีพวกนั้น เหมาะที่สุด กับความเศร้าสร้อย ความตาย เเต่ในทางกลับกัน เช่นสีดําก็สามารถเเทนได้ถึงความลึกลับ ได้เช่นกัน สีในโทนนี้ จึงมึกถูกนําเสนอไปในเเง่ของความหมอง ความลึกลับ อะไรที่เป็นปริศนา ที่ไม่สามารถเข้าใจได้
ในภาษาอังกฤษน่ะ ใช้สีเทาเป็นตัวเเทน เครื่องหมาย ของความหมองมัว ถ้ามีคนกล่าวว่า my life is grey ก็หมายความว่า ชีวิตของเค้าน่ะเเย่มาก คือไม่ใช่ว่ามันเเย่เพราะเเบบดวงซวยหรือไรนะ เเต่จิตใจของเค้าน่ะเเย่ ภายในจิตใจเค้าหม่นหมอง นั่นเอง
คุณเคยเป็นเเบบนี้มั้ย ตอนที่ชีวิตคุณรู้สึกมองไปทางไหนก็เป็นสีเทาๆ มันเเย่ไปหมด ข้างในจิตใจ คุณเหมือนไม่มีอะไรหลงเหลือในชีวิต ทั้งความฝัน จุดมุ่งหมาย หรือ เเรงกายในการดํารงชีวิต หากคุณไม่เคยผิดหวังอะไรมา หรือ สูญเสีย บางสิ่งที่สําคัญมากมายกับคุณไป คุณคงจะไม่รู้หรอกว่ามันรู้สึกยังไง คุณที่ตอนนี้มองโลกเป็นสีที่สดใส คุณที่มองโลกเป็นสีชมพูเพราะโลกนี้สําหรับคุณมันเต็มไปด้วยคําว่ารัก คุณคาดหวังกับความรักอันนั้น ระวังไว้ให้ดีๆ เพราะ มีคนกล่าวว่า...โลกเรานั้น หมุนรอบตัวเอง เเละ มนุษย์เราทุกคน ก็หมุนตามโลก หมายความว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนเเปลงได้ในภายภาคหน้า ทั้งเพื่อน คนรัก หรือ ญาติพี่น้อง ไม่มีอะไรที่ไม่มีวันเปลี่ยนเเปลง จงทําใจไว้ คนที่เรารักมากที่สุดในวันนี้ ต่อไปเราอาจจกลายเป็นคนที่เค้าเกลียดได้เช่นกัน เเล้วโลกของคุณจะเปลี่ยนสีไป หากคุณไม่เข้มเเข็งพอ คุณจะไม่สามารถทนอยู่ในโลกสีเทาใบนี้ได้ คุณต้องพยายามหาทางหยุดความรู้สึกนี้ให้ได้ หรือ ทําใจยอมรับเเล้วใช้ชีวิตต่อไปในโลกสีเทาๆนี้ รอจนกว่า วันที่ความรู้สึกนี้จะหายไป หรือ วันที่ตัวเราดับสลายไปเเทน เเต่คุณไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดพลั้งเข้ามาอยู่ในที่เเบบนี้ง่ายๆหรอกนะ ผมบอกเเล้ว ถ้าหากคุณไม่เคยเจออะไรที่ร้ายเเรง หมดหวังกับทุกๆอย่าง โกรธเกลียดโลกใบนี้ล่ะก็ ประตูที่เปิดต้อนรับคุณสู่โลกสีเทานี้น่ะ ไม่เปิดง่ายๆหรอก เเต่ถ้าหากวันใดวันหนึ่ง ประตูที่คุณกลัวนักกลัวหนา ไม่อยากเดินเข้ามา บานนี้ เปิดออกล่ะก็......
ยินดีต้อนรับนะครับ 10月28日 cancer by my chemical romance เพลงสําหรับผู้กําลังจะจากไปมาอีกเเล้วครับท่าน เพลงที่โดนใจผมอย่างเเรง เพลงเเคนเซอร์(มะเร็ง)ของวงเคมีของผม555 เพลงนี้ครับเนื้อหาเส้าสะท้านใจสุดๆ + การร้องนําของนายเจราร์ด เวย์ นักร้องคนสําคัญของวง เสียงที่ขึ้นสูงซะสุดๆของเค้าผู้นี้ทําให้เพลงนี้ลงตัวสุดๆ เนื้อหากล่าวถึงคนผู้หนึ่งที่กําลังจะจากพี่น้อง ครอบครัว ที่เค้ารักไปเพราะโรคมะเร็งร้าย เเม่เจ้า มันเเต่งได้ลําลึกจิงๆ เจราร์ดถ่ายทอดความรู้สึกของคนผู้นั้นผ่านเนื้อหาที่สุดสะท้านทรวงเเละเสียงร้องได้เยี่ยมยอด(ผมขอสรรเสริญคุณจิงๆ เมื่อก่อนผมคิดมาตลอดว่าพวกวงอีโมจะมีปัญญาเเต่งเพลงเนื้อหาไพเราะเพราะพริ้งยังงี้ได้ไง นายเจราร์ดได้เเสดงให้ผมเหนเเล้วว่าพวกเค้า....ของจริง!!) ที่กุชอบเพราะปู่กุก้อตายเพราะมะเร็งลําไส้ กุไม่ได้อยู่กะปู่เเม้กระทั่งตอนที่ท่านจากไปด้วยซํา(ทุกทีก้อมารู้ทีหลังสุดตลอด ตอนมีคนตายเนี่ย ...) เพลงนี้พอได้ฟังก้อรู้สึกคิดถึงปู่ขึ้นมาทันทีเลย ปู่จ๋า....
เนื้อเพลงมีที่โดนหลายช่วงมากเเต่ที่โดนมากที่สุดก้อตอนที่มันร้องว่า i will not kiss u....cuz the hardest part of this is leaving....u โอ้ เส้าจับใจที่สุดอ่ะ
คนที่จะจากเราไปเค้าไม่ต้องการที่จะเเสดงความห่วงใยกับเรามากมายเพราะการที่เค้าจะต้องทิ้งเราไปนั่นเเหละที่ยากเข็ญที่สุด นี่คือตัวอย่างของเนื้อเพลงที่ไม่มี(จิงๆ)ในวงการเพลงไทย มันเอาเเต่ร้ากกกก เทอนะ ทิ้งเราทําไม ทําไมจากชั้นไป พ่อเเม่มันชื่อความรักเหรอวะ ก้อรู้นะสําหรับบางคนน่ะ มองว่าความรักคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจําวัน จิงๆเเล้วมันคือความจิงเหรอ สําหรับกุอ่ะ กุคิดว่าไม่ใช่นะ มีคนกล่าวไว้ว่า....ความรักเปนส่วนประกอบของส่วนหนึ่งของชีวิต เเต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เราไม่เปนไรถ้าขาดมันช่วงนึง เพราะซักวันเราจะได้มันกลับมาในนามของความรักที่เเท้จิง เเละมันจะคงอยู่กับเราตลอดไป 5555 จะมัวร้องไห้ ท้อเเท้ หดหู่กะชีวิตเมื่อขาดความรักไปทําไม ในเมื่อเราทําวันที่เหลือของเราให้มันดีกว่านี้ได้น่ะ กุเชื่อว่าซักวันเมื่อถึงเวลาที่เราพร้อมทุกอย่าง ความรักของจิงจะมาให้เราเจอเอง เพราะฉะนั้นอย่าคิดมาก ชีวิตมีเท่าไหร่ ใช้ให้เต็มที่ เเต่จงตั้งอยู่ในความปลอดภัย เซฟๆไว้ เเล้วสนุกกับการใช้ชีวิตดีกว่า เเล้วคุณๆจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากกว่านี้ หวังว่าทุกๆท่านจะเอนจอยกะชีวิตนะ อย่าไปเส้า ปล่อยมันผ่านไป ดั่งเนื้อของเพลง i let go ที่กล่าวว่า i can't be that way,when my life look this grey so i let go เข้าใจมั้ย ไปเเปลเอาเอง
อย่าหาว่ากุเเอนตี้เพลงไทยเลยนะ ที่ฟังเเต่เพลงร๊อคอินเตอยังงี้ยันปัจจุบันเนี่ยเพราะเพลงไทยไม่มีเนื้อหาที่กุต้องการจิงๆอ่ะ กุไม่ชอบพวกที่มองโลกว่าความรักคือสิ่งสําคัญที่สุดของชีวิต กุต้องการเพลงที่มีเนื้อหาที่ดีกว่านั้น เพลงที่เปิดโลก บ่งบอกความจริงของความหมายคําว่าการใช้ชีวิตได้ เราจะใช้ชีวิตยังไงให้ดี นั่นเเหละ คือสิ่งที่เนื้อหาในเพลงไทยไม่มี อย่ามองว่าพวกเเบบกุเปนพวกรุนเเรงหยาบกระด้างนะ ถ้าคิดยังงั้นคุณกําลังเข้าใจผิดเเล้ว พวกกุก้อรักใครเปน เส้าเปน เหมือนคนปกตินั่นเเหละส่วนพวกที่บ้าความรุนเเรงน่ะ พูดจิงๆกุไม่เคยเจอคนตีกันในงานคอนเสิตของพวกอันเดอร์กราวด์เลย เหนเเต่เเม่งตีกันเฉพาะที่ๆมีวงไทย ตลาดๆ ร้องเเต่เพลงที่มีคําว่า รักๆๆๆๆ เท่านั้นเเหละ จิงมั้ย ลองเอาไปคิดดูละกัน
*วงบิ๊กเเอสอัลบั้มใหม่เเม่งลอกซาวด์ของวงเมทัลอินเตอไปเพียบเลยว่ะ เเม่ง ไอ้พวกไม่มีจุดยืน ไม่มีหัวคิด
**ขอโทด ท่านๆอาจจะเปนเเฟนวงมัน เเต่ผมไม่ใช่ ไม่ได้เเอนตี้นะ เเต่มันลอกมาจิงๆ เฮ้อออออ......ทามไมมันไม่คิดซาวที่เปนของตัวเองวะ ลอกเค้าอยู่ได้ บอดี้เเสลม เเคลช โปเตโต้อีก กระเเดะจะเปนอีโม อีโมบ้านมันเรอะ ร้องเเต่เพลงรักๆๆๆๆอกหักๆๆๆๆ เนี่ย เอาซาวด์วงอื่นเค้ามาทําเสื่อมเสียเเท้ๆ ไอ้พวกเกรียนๆบ้านเราตอนนี้มันเข้าใจความหมายของซาวด์เเนวอีโมผิดไปเเล้ว เเต่ที่พูดมาเนี่ยกุก้อไม่ใช่เเฟนอีโมนะ เเต่ก้อถือว่ามันเปนเเนวดนตรีดีๆอีกเเนวนึง ที่คนไทยไม่รู้จักความหมายที่เเท้จิงของมัน.....มันเน่าเส้าใจจิงๆนะเนี่ย
จน เครียด อกหัก ไปฆ่าตัวตายไป สําหรับวัยรุ่นทุกท่านที่ไม่มีหัวคิด เข้าใจผิดว่ารักคือการทุ่มชีวิตนะครับ ลาก่อน ไอ้เพ้อเจ้อ
8月13日 IT DIES TODAY วงดีๆที่เมืองไทยเเทบจะไม่มีไครู้จักคราวนี้เราจะกล่าวถึงวงดีๆวงนึงในโลก ที่มีนามว่า It dies today นะ
วงนี้ประกอบด้วยสมาชิก5คนด้วยกัน คือ
นิค บรูคส์ - ร้องนํา
ไมค์ ฮาทาเเลค - กีต้าร์
คริส เเคพพิลี่ - กีต้าร์
นิค ไมรัสโซ่ - กลอง
สตีฟ เลมเข้ - เบส
จุดเริ่มต้นของวงนี้ เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี2001 ที่นิวยอร์ค โดยนาย นิค(ร้องนํา) เเละ ไมค์ กับ สตีฟ 2 มือกีต้าร์เป็นผู้ริเริ่มตั้งวงขึ้น โดยดนตรีของพวกเค้ามีส่วนผสมของซาวด์กีต้าร์ริฟท์ออกไปทางเเนวบรูทัล เเละมีเมโลดิกของเพลงที่เน้นในด้านสร้างเเรงกระตุ้นให้ผู้ฟัง ทําให้ดนตรีของพวกเค้า สามารถครองใจเเฟนเพลงเเนว ฮาร์ดคอร์ เมทัล เเละ อีโม ได้โดยง่าย ในขณะที่ตอนนั้น สมาชิกในวงส่วนใหญ่ ยังอายุเเค่16ปี เเค่นั้น(เก่งสัดอ่ะ) จากนั้นก้อได้ออกอีพีอัลบั้มออกมาในนาม forever scorned เเล้วจึงตามด้วยอัลบั้มจิงๆในปี2004 นาม the catiff choirs ซึ่งเพลงดังๆวงนี้มีมากมาย(จิงๆนะ) เเต่ประเทศไทย ไม่เคยเปิด(สัดเอ๊ย ปิดกั้นกระเเสดนตรี) กว่ากุจะรู้จักก้อเพราะได้ดูการไลฟ์ของวงนี้ในดีวีดีฉลอง10ปีของออซเฟส(เจ๋งมาก มีวงดีๆเพียบอ่ะ รักป๋าออซ) กุเรยไปหาเพลงมันมาฟังดู โอววว โดนใจมาก เพลงมันเหมือนจะเน้นในช่วงเวิร์สว่าต้องเป็นว๊ากทั้งหมดอ่ะจากนั้นช่วงฮุคของเพลงก็จะเปนเสียงคลีน ซึ่งเสียงนายนิค บอกตรงๆว่าหล่ออ่ะ เเต่อย่าคิดว่าร้องเสียงคลีนเเล้วจะไม่มันส์นะ เพราะฮุควงนี้เเต่งได้ติดหูคนฟังมากเเละเหล่าเดกฮาร์ดทั้งหลาย เซิร์ฟกันมันส์เเน่นอนอ่ะ
เเต่วงนี้พูดตรงๆว่าหาคนรู้จักยากจิงๆอ่ะ ต้องเปนคนที่รักเพลงเเนวนี้จิงๆ มีเพื่อนกุรู้จักอยู่เเค่2-3คนเอง เหอๆๆ เเต่ถ้าอยากลองฟังก้อลองไปหาดูได้นะ เด๋วจะเเนะนําเพลงให้ เช่น
-a threnody for modern romance มันส์สัดๆอ่ะ เปนเพลงโปรโมทอัลบั้ม
-severed ties yield severed heads อัดกันตั้งเเต่เริ่มเพลงโยกกันกบาลหลุดอ่ะ
-enjoy the silence เปนเพลงประกอบภาพยนตร์ เเนวทึมๆได้ใจดี กลองตอนส่งเข้าเวิร์ส2ก้อเท่อย่าบอกใคร
-the radiance หากไม่ชอบว๊ากๆๆ ก้อเพลงนี้ละกัน เพราะเปนเสียงคลีนทั้งเพลง
เอ่อ ยังมีเพลงดีๆอีกเยอะนะ เเล้วก้อมีวงดีๆในโลกนี้อีกเยอะถ้าประเทศเราไม่ทําตัวงี่เง่า ปิดกั้นดนตรียังงี้เฮ้อออ รักในหลวงนะ เเต่ไม่อยากอยู่ประเทศไทย....เออ วงนี้เพลงไม่มีคําหยาบเลยนะเจ๋งง่ะ
4月30日 The Crow collectionว่าด้วยเรื่องของหนังอันดับ1ในดวงใจกุตลอดกาล นั่นคือ The Crow นั่นเอง
มันก้ออกมา 5 ภาคเเล้ว ซึ่งกุก้อได้ภาคหนังใหญ่มา4ภาค(โหลดเอา)
เริ่มปฐมบทเเห่งการล้างเเค้น
The Crow
ภาคเเรกนําเเสดงโดยเเบรนด้อน ลี ลูกชายเเท้ๆของบรูซลีเลย หล่อสัดอ่ะ
เริ่มเรื่องมาด้วย เอริค ดราเวน นักร้องวงร๊อคนาม Hangman jokes ถูกเเก๊งค์อันธพาลฆ่าตายโดยการโยนลงมาจากหน้าต่างห้องพักตนเอง โดยที่ก่อนตายพวกมันได้ข่มขืนคนรักของเค้า ต่อหน้าต่อตา 1ปีผ่านไป เอริคกลับมาจากความตาย เเละไล่ล่าฆ่าพวกมันจนหมด
โดยรวมภาคนี้พระเอกระหําดีมาก เเบรนด้อนเเสดงได้ดี เเต่เนื่องจากอุบัติเหตุตอนถ่ายทํา ลูกปืนลั่นใส่ ทําให้เค้าต้องตายลงจิงๆ เเล้วเลยต้องเปลี่ยนนักเเสดงคนใหม่ ซึ่งเปลี่ยนตอนไหนกุยังไม่รู้เลย เพราะหน้ามันคล้ายเเบรนด้อนมาก
ประโยคเด็ด / it's can't rains all day - เเสดงถึงความหวังของเอริค ไม่มีอะไรที่มันจะเเย่ตลอดไปหรอก
The Crow - city of angels
ภาคต่อมา เเอชคุนพ่อลูก1 ถูกกลุ่มคนร้ายฆ่าปิดปากเนื่องจากไปเหนสิ่งที่ไม่ควรเหนเข้า เเอชโดนถ่วงนำพร้อมลูกชาย เเต่อีกาก็นําพาวิญญาณของเค้ากลับมาอีกรอบ เพื่อล้างเเค้นกับคนที่พรากลูกเค้า เเละ ชีวิตเค้าไป โดยมีซาร่าสาวสวยนักสักเปนคนคอยช่วยเหลือ
ภาคนี้กุชอบที่สุดเลย เเอชเท่มาก วินเซนท์ เปเรซ นักเเสดงนําผู้รับบทเเอช เเสดงได้ดีจิงๆ เค้าสื่อความเศร้าที่เเอชเสียลูกตนไปได้ยอดเยี่ยม เเถมยังเล่นบทบ้าคลั่งได้ดีอีกต่างหาก กุคิดว่าภาคนี้เเหละที่เดอะโครว์มีคาเเรคเตอร์ที่คลั่งเเละเศร้าที่สุดเเล้ว อย่างมันส์อ่ะ
ประโยคเด็ด / sometime...love's stronger than death - ความตายไม่สามารถมาหยุดยั้งเเอชที่สูญเสียลูกชายของเค้าได้
The Crow - salvation
จําชื่อพระเอกไม่ได้ฟ่ะ เเต่จําชื่อนักเเสดงได้ เอริค มาบิอุส(พระเอกผีชีวะอ่ะ) เริ่มเรื่องมาที่พระเอกเราโดนใส่ร้ายป้ายสีว่าฆ่าเเฟนสาวของตนโดยการเอามีดเเทง20กว่าเเผลมั้ง(จําไม่ค่อยได้) พระเอกเราจึงโดนจับนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า ตายห่าไป เเต่เเล้วด้วยความเเค้นมหาศาล อีกาจึงนําพาเค้ากลับมา ภาคนี้เปนภาคเเรกที่พระเอกไม่ได้เเต่งหน้าเอง เเต่อยู่ดีๆหน้ามันก็เปนรอยเอง โอว นําตาเปนเลือด จากนั้นเมื่อเค้าได้พลังมาจึงได้ตามล้างเเค้นพวกคนร้าย ซึ่งจิงๆเเล้วมันเปนพวกในเครื่องเเบบที่เเม่งเปนลิ่วล้อนายกเลวๆ(เห้ย นั่นมันการเมืองบ้านเราเเล้วนิ) ภาคนี้เปนครั้งเเรกในซีรี่ ที่พระเอกผมสั้น เเถมไม่เเต่งหน้าเอง เออ เหมือนเปนยุคใหม่ของซีรี่ก้อว่าได้
ประโยคเด็ด / มึงร้องขอชีวิตกู เเล้วทําไมตอนที่เเฟนกูขอชีวิตกับมึง มึงไม่ให้เทอ - พอจบประโยคนี้พระเอกเราก้อเเทงห่านั่นตาย มากกว่าที่มันเเทงเเฟนพระเอก2เท่าได้
The Crow - wicked prayer
ภาคที่4 ของหนังจอเงินของซีรี่ นําเเสดงโดย เอ็ดเรด เฟอลอง(เดกในคนเหล็ก2อ่ะ) เริ่มมาที่เเก๊งบูชาซาตานพยามทําพิธีกรรมต่างๆเพื่อให้ได้พลังเเห่งความมืดมาครอบครอง โดยการบูชายัณคน เเล้วพระเอกของเรา นามจิมมี่(เอ็ดเวิร์ด) กับเเฟนสาว ตกเปนผู้โชคร้ายเปนเหยื่อ เเฟนสาวเค้าโดนฆ่าควักลูกตา ต่อหน้าต่อตาจิมมี่ จากนั้นจิมมี่ก็โดนฆ่าควักหัวใจไป เมื่อความเเค้นไม่มีที่สิ้นสุด จิมมี่กลับมาอีกครั้งในคราบเดอะโครว์ คราวนี้เเม่งกลับมาเเต่งหน้าเองอีกเเล้ว เเล้วก้อเริ่มภารกิจตามล้างเเค้น ซึ่ง1ในนั้นมีติโต้ ออทิซ ด้วย(อดีตเเชมป์ UFC ฉายาเเบดบอย ต่อยเก่งชิบหาย) เเล้วจิมมี่ก็ตามฆ่าพวกมันทีละคนได้อย่างง่ายดาย(ง่ายเกินไป กุรับไม่ได้) เเละได้สู้กับเดธ(หัวหน้าเเก๊งซาตาน) ซึ่งประกอบพิธีสําเร็จ กลายเปนนักบวชเเห่งความมืด เเละมีพลังมากกว่าเดอะโครว์ โอ้ เเม่เจ้า เเต่ผลสุดท้ายจิมมี่ก้อสามาดเอาชนะมาได้(อย่างง่ายดายอีกเเล้ว กุไม่อยากเชื่อ)
สรุปภาคนี้ดูทําลวกๆไปหน่อย เฟอลองเเต่งเดอะโครว์เเล้วเท่มาก วิธีการพูดการจาก้อดูโรคจิตดี เเต่ว่ามันไม่คลั่งเลย(สู้เเอชจากภาค2ไม่ได้) หน้าตาโรคจิตอย่างเดียว ศัตรูก้อตายง่าย ล้างเเค้นให้มันตายสบายๆเเบบนี้พอใจรึไงวะ เเต่ก้อเอาวะ ใจมันรักเรื่องนี้นี่หว่า ต่อให้ภาคต่อๆไปทําออกมาห่วยเเตกยังไง กุก้อจะรอดู
ประโยคเด็ด / what's the different between us? ...I'm dead - เปนฉากสนทนาระหว่างจิมมี่กับไอ้เดธหัวหน้าเเก๊งโฉด
/ I'll giving u a fucking dead ! เปนประโยคตอนที่จิมมี่ได้เหนสิ่งที่พวกเลวทํากับเเฟนสาวของตน ฟังดูเเค้นมาก เเต่เอาจิงๆ มันไม่ฟักกิ้งเดธซักคนเลยโว่ย
ส่วนซีรี่ภาค 3 มีชื่อว่า Stairway to heaven เปนซีรี่ย์ทางทีวี ซึ่งเเน่น๊อนนน กุหาโหลดไม่ได้ เเต่รู้สึกว่าเนื้อเรื่องมันจะคล้ายกะภาค1
ประโยคฮิตประจําซีรี่ย์ / คนเราเชื่อกันว่าหากมีคนตาย อีกาจะเปนผู้นําพาวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย เเต่เมื่อมีบางสิ่งที่เลวร้ายมหาศาลเกิดขึ้นกะวิญญาณตนนั้นก่อนตาย จนวิญญาณไม่สามารถสงบได้ บางครั้ง...เเค่บางครั้งเท่านั้น อีกาจะนําพาวิญญาณกลับมาบนโลก เพื่อทําในสิ่งที่ถูกต้อง
ขอบใจที่ทนอ่านนะ ขอระบายหน่อย เรื่องนี้กุคลั่งมาเเต่เดกเเล้ว 4月5日 โมเดลมาเเว้ววันที่3ไปเอาโมเดลคืนมาจากคณะ เลยเอารูปถ่ายโมเดลเพื่อนๆมาด้วย เชิญทัศนาโฒเดลพวกเที่ใช้เวลา2วันเท่านั้น อั๊นๆๆ กันเถิดทุกท่าน
3月4日 สอบบบบบได้เวลาสอบเเล้วสินะ อังกิดผ่านไปได้ด้วยดี(มั้ง) ดนตรีไทยก้อพอได้ กาได้หมด เเต่เสือกวาดผังวงเครื่องคู่ไม่ได้ เซงเลยกู เหลือเเค่คอนเเล้วสิ ตัวยากเลย เมคานิคก้อดรอปไปเเล้ว สอบได้17 กุไม่น่าดรอปเลย สาดเอ๊ย เเต่ช่างเเม่งเฮอะ
สอบเสด ยังเหลือส่งตีป กับ โม อีก กว่าจะได้ปิดจิงๆก้อปาเข้าไปโน่น วันที่17เลยมั้ง ปิดช้ากว่าชาวบ้าน เปิดเร็วกว่าชาวบ้าน จะขยันไปไหนวะ โอ้ ลาดกระบั๊ง
*เบื่อจิงๆเลยชีวิตกู ยิ่งนานๆเข้าออร่าสีดํากุก็เพิ่งขึ้นเรื่อย เเผ่ขยายวงกว้างขึ้นๆ จนตอนนี้ไอ้ปรินตกอยู่ใต้อํานาจออร่ากุเเล้ว เฮ้อๆ อยากมีความสุขเเบบคนอื่นๆมั่ง อยากเจอเทอ คิดถึงเทอ อยากพูดจาดีๆกะเทอ อยากเเก้ตัว โว่ย บ้าไปเเล้ว ไคเค้าจะให้โอกาสมึ๊ง เฮ้อๆๆๆ เเย่ว่ะคนอย่างกุเนี่ย 1月22日 ได้เวลาลงเพลทเเล้วโปรเจคนี้ก็ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดเเล้ว ได้เวลาลงเพลท คงเหนื่อยหนักเเน่เลยฟ่ะ เเต่ไม่กลัวหรอก ส.ถ.ทรนงว้อย เหอๆ
ย้ายหอไปอยู่คนเดียวเเล้วเดือนหน้า เราจะได้เปิดเพลงเเนวที่ชอบได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใครได้ซักที ยังงี้ทํางานไม่มีง่วงอ่ะ 555 1月7日 เเบบบ้านกุผ่านเเล้วว้อยหลังจากตรวจเเบบมาเนิ่นนาน ทําเเมสมา4-5 อัน ทํไปโดยไม่รู้จุดหมาย ในที่สุดเเบบเเปลนบ้านกุก็ผ่านเเล้ว ดีใจสัดอ่า พยามทํามาตั้งนาน อาจานรุ่งโรจน์ก็โอเคซักที มันรู้สึกเหมือนประสบความสําเร็จไปเเล้ว1ขั้น เเล้วก็ต่อไปก็ทํารูปด้าน รูปตัด เเมส อีก เเต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเเล้วล่ะ เเปลนผ่านเเล้ว ไงๆพวกที่เหลือคงไม่ยากอาไรเเล้ว เฮ้อ เหนื่อยๆๆๆๆๆเเต่ก็ภูมิใจ
เอาเว๊ยๆๆๆ สู้ต่อไป เวลาเหลืออีก4ปีกว่าๆเอง เอาวะ(เเป๊บๆเเม่งก็จะจบปี1เเละ เร็วสัดอ่ะ เพราะว่ากุทํางานเเบบไม่รู้วันเวลาน่ะเอง เหอๆเเต่ก็ดีวะ)
*กินเหล้ากะพี่นัทชาดทีไรเมาทุกที มอมกุคนเดียวอ่ะ จะบ้าตาย เเต่ก็มันส์ล่ะวะ 1月1日 ปีใหม่กะชีวิตเดิมๆหยุดปีใหม่เเม่งก้อดีอย่างนะ ไม่มีงานต้องทํา ครั้งเเรกในรอบปีเลย ดีใจสัดอ้า เเต่ก็นะ.....
ไปเค้าดาวกะเพื่อนๆที่วีซ่ามา ยังกะงานเลี้ยงรุ่นบดินทรเลย มากันเยอะโคด ดีว่ะ คิดถึงๆ
เปิดมาคงจะเจองานท่วมกบาล เเต่เอาเฮอะ เตรียมใจไว้เเล้ว ปีใหม่มันก็ไม่ได้ต่างกะปีที่เเล้วซักเท่าไหร่หรอกนะ เฮ้อออออ
*เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเเสดดดดเอ๊ย เมื่อไหร่จะตายวะกู 11月27日 โปรเจคเเรก มันมาเเล้วอาทิดก่อนยังชิวๆ รับน้อง ลั๊ยนลาๆ อยู่เลย กลับมาลาดกระบังชิวไม่ออก โปรเจคเเรกมาเเล้ว
บ้านชั้นเดียว ริมนํา อืมมมม...ต้องตรวจเเบบทุกอาทิดอีก เอาวะ พยายามๆ ต้องผ่านมันไปให้ได้
กรุไม่เข้าใจจิงๆที่เเม่งจะถมคลองเเล้วเอาสลัมมาลงเนี่ย ควายว่ะ ดีนะที่ไปประท้วงกันเเล้วเเม่งยอมชะลอไปเนี่ย ไม่งั้น...เเว๊ดเตมลาดกระบังเเน่ โอว โน่
เราไม่ยอมโว้ย 11月20日 รับน้องสยองตับสดัสดีครับ ผม สรโย้ว
รับน้องที่ระยองสนุกจิงๆ จะไม่ลืมเลยนะเนี่ย ไม่ได้เมามายยังงี้มานานเเล้วนับตั้งเเต่ตอน6รับ1เนี่ย
เมาเเล้วเเม่งมีความสุขจิงๆ หัสมันเบาไปหมด ก๊ากๆ 4*100 เอาซะ กรุไปไม่รู้ตัวเลย
ละครมุกสดเเม่งก็เวิคดีเเฮะ นึกว่าจเเป้กซะเเหล่ว 55
รับน้องปีหน้าคงสนุกอีกเเน่ คราวหน้าจะมอมพี่นัทซะเลย งานนี้ฝากไว้ก่อนเฮอะ มอมกรูซะ เพ้อจะไปล่าเสือเลย 555
*พี่ๆปี6-7น่ารักดีจิง เเต่พี่กรุนี่ไม่โชว์ตัวบ้างเลย เง้ออออ 10月30日 ได้เวลากลับรักของเหล่ามนุษย์ค้างคาวเเล้วเปิดเทออังคารเเล้วเว้ย ได้เวลาเหนื่อยเเละ เเต่ไม่มีปันหา เตรียมกายเตรียมใจพร้อมเเล้วเว้ย
เสานี้ก็ไปได้ไปดูเเฟทเเล้ว อยากดุกล้วยไทยเว้ย 55
ปล.เเละเเล้วเเกง12นัษัตรก็จะกลายเปนเเก๊ง12นักโสดเเละ 55 อยู่เพื่อตัวเองกันเถอะครับ เพื่อนๆ 10月1日 1เทอมเเห่งความยากลําบากจะจบเเล้วหึ555555555 ในที่สุดงานกุก็เคลียร์ใกล้หมดเเล้ว เหลือเเค่ดีไลน์เเละ สบายใจจิงๆ เหลือสอบวิชาเชี่ยๆอีก เเต่ช่างมันเฮอะ
1เทอมก็จะจบเเล้ว รู้สึกดี จะได้พักซักที 2 อาทิดก็ยังดีวะ จะได้นอนสบายๆไม่ต้องกังวลเรื่องงาน หวังว่ากุจะได้เผชิญนรกส.ถ.อีก4ปีครึ่งนะ เพี้ยงๆๆ
*ขอเน้นอีกที ส.ถ.ลาดกระบังเเม่งเบิร์นมันสัดอ้า 555 9月23日 สอบๆๆๆ งานๆๆๆ ตายๆๆๆช่วงนี้เเม่งโคดยุ่งเลย ดีนะที่โปรเจคพี่รหัสเสดเเล้ว วันที่ไปทํา เสดตั้งตี3 กุอุดส่ากลับหอ กุก็ขึ้นชั้น5เเล้วเพิ่งมารู้ว่ากุลืมกุญเเจไว้ในห้อง เลยต้องกลับมาหอพี่ ไปขอพี่นัทนอนด้วย กุไปเเกล้งนอนให้เค้าอิจฉาเล่นๆอ่ะเหละ555 จบวันนั้นไป ก็ปั่นงานดีไซน์ เเล้วก็สอบคอน เผามันสัดๆเเล้ว55
พอวันพุธก็ตัดโมโคมไฟสอบ โคมไปกุวิชวลมาจากเพลง วีอาก๊อดซิลล่ายูอาเจเเปน ของลอสโพรเพท 555เเม่งเเรงดีจิงๆ เปนผลงานสุดภูมใจกุเเล้วล่ะว่ะ
วันพรึหัดเเม่งก็ไม่ได้เรียนถ่อมาสตูเเล้วก็อยู่ยันเช้าเลย โดยที่งานไม่ได้คืบไปซักเท่าไหร่ ทําไม่ค่อยเปนเลยว่ะ วันต่อมาสอบอีก
ส.ถ.ลาดกระบังเเม่ง มันสาดอ้า ไม่ได้นอนจนชินเเล้วเนี่ย 9月18日 ใกล้จบเทอมเเล้ว เหล่ามนุษย์ค้างคาวเอ๋ยนี่ก็ผ่านมาเกือบเทอมเเล้ว 1เทอมที่ผ่านมาพวกกุได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้รู้ว่าการไม่ได้นอนนี่มันช่างทรมานดีจิงๆ555
ตอนเเรกก็บ่นๆกัน เมื่อไหร่จะได้นอนว้า มาตอนนี้ เรื่องนอนอ่ะ ไม่จําเปนเเล้วว้อย งานเยอะ ทําไม่ทัน สาดเอ๊ย
อยู่ไปอยู่มาก็รู้ชะตากรรม เราคงไม่มีวันไหนได้นอนสบายๆร้อก ก็พอไม่มีงานก็ไปมัวเเต่นั่งเล่นกันทั้งคืนนี่หว่า
ตอนนี้พวกกุได้กล่าวไว้ว่า พลังชีวิตเราได้หมดลงเเล้ว เหลือเเต่พลังใจ ต้องผ่านไปให้ได้สิวะ
พี่จะส่งโปรเจค น้องยังทํางานไม่เสด ต้องรีบเผางานตัวเอง ไปช่วยพี่ซะเเร้ว
ป.ล.รายงานดีไซน์นี่มันเยอะได้ใจจิงๆเล้ย
|
|
|